วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

PwC ชี้ AI เปลี่ยนโฉมตลาดแรงงาน ดันค่าจ้างพุ่ง-ผลิตภาพโต 163%

PwC วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานมากกว่า 1 พันล้านตำแหน่งใน 6 ทวีป พบ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลกเป็นสองเส้นทาง งานที่ใช้ AI เพื่อเสริมความเชี่ยวชาญของมนุษย์มีการเติบโตของตำแหน่งงานและค่าจ้างสูงกว่า ขณะที่องค์กรที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีการเติบโตด้านผลิตภาพ การจ้างงาน และค่าตอบแทนเหนือกว่ากลุ่มที่ใช้ AI น้อยกว่า

KEY POINTS

  • PwC ระบุว่า AI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ "สองเส้นทาง" โดยยกระดับงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ และช่วยให้งานบางประเภทง่ายขึ้นสำหรับผู้มีประสบการณ์น้อย
  • ตำแหน่งงานที่ AI ช่วยเสริมศักยภาพ มีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 42% และบุคลากรที่มีทักษะ AI จะได้รับค่าจ้างเพิ่มพิเศษโดยเฉลี่ย 62%
  • บริษัท 20% แรกที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุด มีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยสูงถึง 163% เมื่อเทียบกับปี 2561 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในกลุ่มเดียวกันเกือบ 5 เท่า
  • AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 52% และค่าจ้างเพิ่มขึ้น 24% ซึ่งสูงกว่าบริษัทที่ใช้ AI น้อย

AI ไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปแบบการทำงาน แต่กำลังปรับโครงสร้างตลาดแรงงานโลก รายงานล่าสุดของ PwC ชี้ให้เห็นว่าการนำ AI มาใช้กำลังก่อให้เกิดตลาดแรงงาน "สองเส้นทาง" พร้อมเปลี่ยนคุณค่าของทักษะที่องค์กรต้องการ และส่งผลต่อทั้งการจ้างงาน ค่าตอบแทน และผลิตภาพของธุรกิจ

รายงาน 2026 AI Jobs Barometer โดย PwC ระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนทักษะที่นายจ้างต้องการจากบุคลากร โดยเพิ่มความสำคัญของทักษะมนุษย์ เช่น การใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และภาวะผู้นำ ขณะเดียวกันองค์กรที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพยังคงขยายการจ้างงานได้เร็วกว่าองค์กรที่ใช้ AI ในระดับต่ำ

จากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานมากกว่า 1 พันล้านตำแหน่ง ใน 6 ทวีป และพบว่า AI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ "สองเส้นทาง" โดยงานกลุ่มหนึ่งได้รับการยกระดับให้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและดุลยพินิจของมนุษย์มากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง AI ช่วยให้ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยสามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น

 

เสริมศักยภาพมนุษย์ โตทั้งตำแหน่งและค่าจ้าง

ผลการศึกษาพบว่า งานในกลุ่มที่ AI ช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากร เช่น นักรังสีวิทยา และนักสรรหาบุคลากร มีการเติบโตของตำแหน่งงานมากกว่างานที่ AI ทำให้ปฏิบัติได้ง่ายขึ้นถึง 2 เท่า และมีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 42%

ในกลุ่มงานระดับแรกเข้า AI ก็กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของนายจ้างอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์ตำแหน่งงานระดับแรกเข้า 2.4 ล้านตำแหน่ง ในสหรัฐ พบว่า งานที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงมีแนวโน้มต้องการทักษะที่เดิมมักพบในตำแหน่งระดับอาวุโส เช่น ความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้วิจารณญาณ และการสื่อสารแบบเผชิญหน้า มากกว่างานอื่นถึง 7 เท่า

ขณะเดียวกัน ตำแหน่งงานระดับแรกเข้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น 35% นับตั้งแต่ปี 2562 ในขณะที่ตำแหน่งงานระดับแรกเข้าอื่นลดลง 10% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการเริ่มต้นอาชีพในยุค AI

โจ แอตกินสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ระดับโลกของ PwC กล่าวว่า บริษัทที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI สูงที่สุด คือองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากร เร่งนวัตกรรม และสร้างแหล่งมูลค่าใหม่ มากกว่าการใช้ AI เพื่อทดแทนแรงงานเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้มีความได้เปรียบทั้งด้านผลิตภาพและการเติบโตทางธุรกิจ

ยิ่งใช้ AI มาก จ้างงาน-ผลิตภาพเติบโตเหนือกว่า

รายงานยังพบว่า ช่องว่างระหว่างบริษัทที่ใช้ AI มากที่สุดกับบริษัทที่ใช้ AI น้อยที่สุดกำลังกว้างขึ้น

ในปี 2568 เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 บริษัทในอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI สูงมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น 34% ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่ำมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น 24%

ภายในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI สูง ยังพบว่าบริษัท 20% แรก ที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุด หรือ "super-star companies" มีผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 163% เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในกลุ่มเดียวกันเกือบ 5 เท่า

ด้านการจ้างงาน บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น 52% เทียบกับ 36% ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่ำ ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างอยู่ที่ 24% เทียบกับ 17% สะท้อนว่า AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนแรงงาน

ทักษะ AI มีมูลค่าเพิ่ม ค่าจ้างสูงกว่าค่าเฉลี่ย 62%

PwC ระบุว่า เมื่อองค์กรใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะ AI ก็เพิ่มขึ้นตาม โดยผู้ที่มีทักษะ AI ได้รับค่าจ้างเพิ่มพิเศษเฉลี่ย 62% เพิ่มขึ้นจาก 57% ในปีก่อน

ระดับค่าจ้างเพิ่มพิเศษแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีค่าจ้างเพิ่มพิเศษสูงถึง 118% ขณะที่ภาครัฐและภาคสาธารณะอยู่ที่ 16%

ขณะเดียวกัน ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน AI เช่น Prompt Engineering และ Machine Learning เพิ่มขึ้น 69%เทียบกับตลาดงานโดยรวมที่เติบโต 9% หรือเติบโตเร็วกว่าตลาดเกือบ 8 เท่า

รายงานยังระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานด้าน AI ในปี 2568 สูงเกือบ 2 เท่า ของปี 2567 และเติบโตเร็วกว่าตลาดงานโดยรวมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2558

เมื่อจำแนกตามอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม มีสัดส่วนตำแหน่งงานด้าน AI สูงที่สุดที่ 11% รองลงมาคือบริการวิชาชีพ 6% ขณะที่ภาคสุขภาพมีสัดส่วนต่ำที่สุด ไม่ถึง 1%

องค์กรต้องพัฒนาทักษะมนุษย์ควบคู่ AI

พีท บราวน์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจกำลังแรงงานระดับโลกของ PwC กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์กับความเชี่ยวชาญกำลังเปลี่ยนไป เพราะ AI ลดงานประจำบางส่วนที่เคยเป็นกระบวนการเรียนรู้ของพนักงานใหม่ แต่กลับเพิ่มความต้องการทักษะด้านวิจารณญาณ ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการปรับตัวตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ ส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการพัฒนาบุคลากร

ด้าน เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในชีวิตประจำวัน ทักษะของมนุษย์ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะความสามารถด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องการบุคลากรที่สามารถใช้วิจารณญาณ คิดอย่างมีเหตุผล สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมเมื่อทำงานร่วมกับข้อมูลหรือข้อเสนอแนะจาก AI

สำหรับนายจ้างในประเทศไทย การพัฒนาบุคลากรจึงควรครอบคลุมมากกว่าการสอนให้ใช้เครื่องมือ AI แต่ต้องช่วยให้พนักงานสามารถประเมินผลลัพธ์จาก AI ใช้วิจารณญาณได้อย่างเหมาะสม และเสริมสร้างทักษะของมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เพื่อรองรับการเพิ่มผลิตภาพ การดึงดูดและรักษาบุคลากร รวมถึงการสร้างมูลค่าจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว