NIA รับไม้ต่อ สวทช.ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม ที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตามมติคณะรัฐมนตรี 26 พฤษภาคม 2569
KEY POINTS
- NIA เข้าบริหาร "บัญชีนวัตกรรมไทย" ตั้งแต่ 1 ต.ค. โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส แก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และใช้ตลาดภาครัฐเป็นกลไกผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง
- ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนใหม่เป็นระบบ "5+3 ปี" (จากเดิม 8 ปี) เพื่อลดการผูกขาด พร้อมกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
- ยกระดับกระบวนการตรวจสอบให้รวดเร็วและโปร่งใสขึ้น โดยใช้ระบบออนไลน์และรับประกันระยะเวลาพิจารณาอนุมัติไม่เกิน 90 วัน
- ตั้งเป้าขยายการขึ้นทะเบียนนวัตกรรมจากเดิมที่กระจุกตัวในกลุ่มการแพทย์และก่อสร้าง ไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ เช่น เกษตร อาหาร และดิจิทัล
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ประกาศความพร้อมในการเข้ามารับบทบาทใหม่ในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนกลไก "บัญชีนวัตกรรมไทย" อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest: COI) ในอดีต พร้อมรื้อระบบการตรวจสอบให้มีความโปร่งใส และผลักดันให้นวัตกรรมไทยถูกนำไปใช้งานจริงทั้งในตลาดภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
NIA กับบทบาทใหม่: เปลี่ยน "บัญชีรายชื่อ" เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
การโอนย้ายภารกิจกำกับดูแลบัญชีนวัตกรรมไทยมายัง NIA เกิดขึ้นเพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นกลาง เนื่องจาก NIA เป็นหน่วยงานส่งเสริมผู้ประกอบการโดยตรง ไม่ได้เป็นหน่วยงานวิจัย และไม่มีบริษัทลูก จึงไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการพิจารณาขึ้นทะเบียน
ดร.กริชผกา ระบุว่า บัญชีนวัตกรรมไทยยุคใหม่จะไม่ใช่เพียง "บัญชีรายชื่อ" สินค้าและบริการอีกต่อไป แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์
โดยกำหนดให้ ตลาดภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้น (First Market) หรือตลาดนำร่อง เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐอุดหนุนและจัดซื้อจัดจ้างผลงานนวัตกรรมของคนไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยไปสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรมมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน
กรอบกฎเกณฑ์ใหม่ "5+3 ปี" และสิทธิประโยชน์ผู้ประกอบการ
เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดตลาดและปรับระยะเวลาให้สอดคล้องกับวงจรเทคโนโลยี NIA ได้ยกเลิกกรอบเวลาเดิมที่เคยให้สิทธินานถึง 8 ปี โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบ "5+3 ปี" แทน
ระยะเวลาแรกเข้า 5 ปี: ผู้ผ่านการประเมินจะได้รับสิทธิ์ขึ้นบัญชีเป็นเวลา 5 ปี
สิทธิ์ต่ออายุไม่เกิน 3 ปี: เมื่อครบ 5 ปี จะต้องผ่านการคัดกรองเพื่อตรวจสอบว่าสินค้านั้นยังคงมีความเป็นนวัตกรรม ตอบโจทย์นโยบายประเทศ และสร้างผลกระทบเชิงบวกหรือไม่ เพื่อตัดสินค้าที่หมดความเป็นนวัตกรรมออกจากระบบ
NIA จะให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการในบัญชี โดยพิจารณาการคงอยู่ของผลิตภัณฑ์บางรายการ หากพบว่าคุณลักษณะอาจไม่สอดคล้องกับการเป็นสินค้านวัตกรรม เช่น
เทคโนโลยีมีการแพร่หลายแล้วหรือมีผู้ผลิตจำนวนมากในตลาด เพื่อให้บัญชีนวัตกรรมไทยสามารถสะท้อนผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความเป็นนวัตกรรมอย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงจากการผูกขาด
สิทธิประโยชน์และหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ:
สิทธิ์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: สินค้าที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย หากมีผู้ประกอบการเพียงรายเดียว หน่วยงานรัฐสามารถใช้วิธี "เจาะจง" จัดซื้อได้ทันที แต่หากมีมากกว่า 1 ราย จะใช้วิธี "คัดเลือก" พร้อมทั้งรับสิทธิประโยชน์แต้มต่อจากมาตรการอุดหนุนจัดซื้อของภาครัฐ
ผู้ยื่นขอต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยและมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51% การพิจารณาจะอ้างอิงเกณฑ์ประเมิน 6 มิติ "สร้างในไทย ใหม่จริง ดีและปลอดภัย มีตลาด ส่งมอบได้ สร้างผลกระทบ" ได้แก่
- สร้างคุณค่าในไทย (Value Creation ในประเทศ) มีฐานการวิจัยหรือพัฒนาในประเทศไทย หรือมีการถ่ายทอดหรือร่วมวิจัยโดยมีนักวิจัยหรือนิติบุคคลไทยมีส่วนร่วม
- ระดับความใหม่และความแตกต่าง (Innovation) รวมถึงสามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ดีกว่าเทคโนโลยีเดิม
- มาตรฐานและความปลอดภัย (เช่น ผ่านมาตรฐาน ISO) ผ่านการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
- ศักยภาพในการขยายตลาดเชิงพาณิชย์ (Market Potential)
- ความพร้อมและความต่อเนื่องในการผลิตเพื่อส่งมอบในเชิงพาณิชย์
- ศักยภาพในการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มีการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือทรัพยากรการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย
ยกระดับกระบวนการตรวจสอบ: ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
NIA ได้วางโครงสร้างการตรวจสอบใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ทุกภาคส่วน:
ตัดปัญหา COI: กำหนดให้ ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณา โดยผู้อำนวยการ NIA ทำหน้าที่เป็นเพียงกรรมการและฝ่ายเลขานุการ เพื่อป้องกันการลำเอียงหรือใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ
เพิ่มผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ: เพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญ (Experts) ร่วมประเมินความเห็นเป็น 2 ราย ต่อคำขอ
ยื่นคำขอออนไลน์ด้วย ThaiID: เปิดให้ผู้ประกอบการยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ของ NIA โดยใช้การเข้าสู่ระบบผ่าน ThaiID ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยตรง ช่วยลดขั้นตอนเอกสารและติดตามสถานะได้ทันที
การันตีระยะเวลาพิจารณาไม่เกิน 90 วัน: กำหนดขั้นตอนการทำงานชัดเจน โดยจะแจ้งผลการพิจารณาภายใน 90 วัน (นับจากเอกสารและหลักฐานมาตรฐานครบถ้วน)
ระยะเวลา 90 วันจะเริ่มนับเมื่อผู้ประกอบการยื่น เอกสารและหลักฐานด้านมาตรฐานครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วเท่านั้น หากเอกสารไม่ครบถ้วนหรือไม่ได้มาตรฐาน คำขอจะถูกส่งกลับไปแก้ไขก่อน
เมื่อ NIA พิจารณาผ่านแล้ว จะส่งเรื่องต่อไปยัง สำนักงบประมาณ เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของราคาก่อนประกาศขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการ
ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ในระบบเดิมแม้จะมีการตั้งกรอบเวลาไว้ 90 วัน แต่ในความเป็นจริงบางคำขอกลับตกค้างนานถึง 2–3 ปี การเข้ามารับช่วงต่อของ NIA ในครั้งนี้จึงเน้นการปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน (SOP) เพื่อให้สามารถอนุมัติได้จริงตามกรอบเวลา
การบูรณาการข้ามหน่วยงาน: สินค้ากลุ่มยาและเครื่องมือแพทย์จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมประเมินมาตรฐาน
เป้าหมายปีแรก: ติดตามยอดขายจริง ปรับ Mindset ภาครัฐ และต่อยอดสู่ตลาดโลก
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปีแรก NIA ตั้งเป้าหมายรณรงค์เชิงรุกและประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างใกล้ชิด:
ระบบมอนิเตอร์ยอดขายจริง: จัดทำระบบติดตามและเก็บข้อมูลหลังการขึ้นบัญชี เพื่อประเมินว่าผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าให้ภาครัฐได้จริงมากน้อยเพียงใด และกระจายตัวอย่างเป็นธรรมโดยไม่กระจุกตัวเฉพาะบางกลุ่ม
ปรับ Mindset หน่วยงานภาครัฐ: สื่อสารและสร้างความมั่นใจให้หน่วยงานภาครัฐเปิดใจยอมรับและกล้าเลือกใช้สินค้า/บริการนวัตกรรมไทย
กระจายตัวสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย: ขยายการขึ้นทะเบียนจากเดิมที่กระจุกตัวอยู่ในหมวดการแพทย์และงานก่อสร้าง (เช่น เสาไฟ) ไปสู่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น เกษตร อาหาร ซอฟต์แวร์ ดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม
เชื่อมโยงตลาดเอกชนและต่างประเทศ: ใช้ตลาดภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างประวัติการใช้งาน (Track Record) แล้วใช้ NIA เป็นศูนย์กลางจับคู่ธุรกิจ (Matching Point) เพื่อขยายผลไปสู่ตลาดภาคเอกชนขนาดใหญ่ (เช่น กลุ่มโรงพยาบาลเอกชน BDMS) และขยายผลสู่ตลาดระดับนานาชาติ
900 กว่ารายการ กลุ่มการแพทย์-กลุ่มการก่อสร้างมีจำนวนมากสุด
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยประมาณ 900 กว่ารายการ โดยกลุ่มการแพทย์มีจำนวนมากสุด ถัดมาเป็นกลุ่มการก่อสร้าง ขณะที่ซอฟต์แวร์ ไฟฟ้า อาหารและเกษตรยังมีจำนวนไม่มาก
NIA ต้องการกระตุ้นให้นวัตกรรมจากสาขาเหล่านี้เข้าสู่บัญชีฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารและเกษตรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ
“การปรับการบริหารจัดการบัญชีนวัตกรรมไทยครั้งนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีและงานวิจัย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ ธุรกิจ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในตลาด และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว” ดร.กริชผกา กล่าวสรุป





