วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เอ็นที’ เร่งผ่าตัดองค์กรฝ่ารายได้หาย ตั้งเป้าพลิกกำไรปี 2571

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ หลังรายได้จากสัญญาพันธมิตรที่เคยเป็นรายได้หลักสิ้นสุดลง ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2569 เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่รายได้ของบริษัท มาจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทเองทั้งหมด ไม่มีรายได้จากพันธมิตรที่ในอดีตเคยสร้างรายได้ราว 50,000 ล้านบาทต่อปี และทำกำไรสุทธิประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี เข้ามาสนับสนุนอีกต่อไป

ครึ่งปีแรกเอ็นทีขาดทุนประมาณ 1,100 ล้านบาท แต่ยังดีกว่าแผนที่ประเมินว่าจะขาดทุน 2,200 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะขาดทุนราว 4,000 ล้านบาท ลดลงจากแผนเดิมที่คาดว่าจะขาดทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท

เร่งรวมองค์กรสู่ One NT

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 บริษัทเริ่มใช้โครงสร้างองค์กรใหม่ ยุบรวมหน่วยงานและสายงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้การบริหารเป็นแบบ Process-oriented มากขึ้น พร้อมรวมระบบ NOC ระบบโครงข่าย ศูนย์บริการลูกค้า และซอฟต์แวร์ภายในให้ทำงานร่วมกัน

ปัจจุบันประเมินว่าการเป็น One NT คืบหน้าราว 70% โดยอุปสรรคสำคัญยังเป็นระเบียบเดิมของ ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ที่ต้องทยอยปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

พร้อมกันนี้ บริษัทเร่ง Upskill และ Reskill บุคลากร โดยเฉพาะด้าน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการให้บริการภาครัฐ

รายได้เหลือครึ่ง ดันดิจิทัลขึ้นแทนมือถือ

หลังรายได้จากพันธมิตรหมดลง รายได้รวมของเอ็นทีลดจากประมาณ 90,000 ล้านบาทต่อปีเหลือเพียง 45,000-50,000 ล้านบาทในปีนี้ คาดการณ์ขาดทุน 4,000 ล้านบาท

โครงสร้างรายได้ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดจากมากกว่า 50% เหลือเพียง 15-20% ขณะที่ธุรกิจบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นเป็น 40-50% และธุรกิจดิจิทัลขยับจากเลขหลักเดียวเป็น 20-22%

แม้ธุรกิจดิจิทัลเติบโตราว 20% แต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้มือถือที่หายไปได้ทั้งหมด อีกทั้งบริษัทยังมีภาระจากโครงการ Mutual Separation Plan (MSP) รวมถึงต้นทุนพลังงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนทำให้ผลขาดทุนต่ำกว่าเป้าหมาย

สำหรับปี 2568 เอ็นทีมีกำไรสุทธิ 3,004 ล้านบาท สูงกว่าแผนที่ตั้งไว้ 365 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทสามารถจ่ายโบนัสพนักงานตามหลักเกณฑ์ได้ 1 เดือน

ตามแผนวิสาหกิจ เอ็นทีจะยังขาดทุนในปี 2569-2570 ก่อนกลับมามีกำไรในปี 2571 โดยตั้งเป้ากำไรเบื้องต้น 1,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรายได้ การจัดเก็บหนี้ งบประมาณภาครัฐ และผลของโครงการ MSP

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี เอ็นที 2564 มีรายได้รวม 103,171 ล้านบาท กำไร 1,227.7 ล้านบาท ปี 2565 รายได้รวม 90,013 ล้านบาท ขาดทุน 9,880 ล้านบาท ปี 2566 รายได้รวม 85,502 ล้านบาท ขาดทุน 1,724 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 82,741 ล้านบาท ขาดทุน 5,855.3 ล้านบาท ปี 2568 รายได้รวม 57,349 ล้านบาท กำไร 3,203 ล้านบาท

‘เอ็นที’ เร่งผ่าตัดองค์กรฝ่ารายได้หาย ตั้งเป้าพลิกกำไรปี 2571

ลดลงทุน คุมต้นทุนประคองฐานะ

ต้นทุนของเอ็นทีกว่าครึ่งเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ขณะที่มากกว่า 20% เป็นค่าเสื่อมราคาจากการลงทุน บริษัทจึงเดินหน้าลดทั้งต้นทุนบุคลากร และงบลงทุน

จากเดิม ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมลงทุนฝ่ายละประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี หลังควบรวมเป็นเอ็นทีได้ลดงบลงทุนเหลือประมาณ 5,000 ล้านบาท ต่อปี

สำหรับปี 2570 ฝ่ายบริหารเสนอวงเงินลงทุน 4,700 ล้านบาท แต่คณะกรรมการให้ปรับลดเหลือประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยจะชะลอโครงการที่ยังไม่จำเป็น แต่ยังเดินหน้าลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์ และบริการที่สร้างรายได้ใหม่

ดันคลาวด์-ICT โตปีละ 20-25%

เอ็นทีตั้งเป้าธุรกิจดิจิทัล และ ICT Solutions เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ใหม่ ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 6,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20-22% ของรายได้รวม และตั้งเป้าเติบโต 20-25% ต่อปี

ในปี 2570 คาดว่ารายได้ธุรกิจนี้จะเพิ่มเป็นประมาณ 7,000 ล้านบาท รายได้กว่า 80% มาจากลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ GDCC และ Cloud Management Platform ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมผู้ให้บริการคลาวด์ทั้งใน และต่างประเทศ

บริษัทเน้นบทบาท Neutral Cloud Provider เปิดให้หน่วยงานรัฐเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ได้อย่างอิสระสำหรับข้อมูลทั่วไป ขณะที่ข้อมูลสำคัญของรัฐต้องจัดเก็บภายในประเทศ

ปัจจุบัน GDCC ให้บริการตั้งแต่ Infrastructure และ Virtual Machine ไปจนถึง e-Office ระบบความปลอดภัย Database Service และ Open Data โดยมี SLA 99.99% และที่ผ่านมาให้บริการได้ 100% จากการออกแบบระบบแบบ Active-Active ส่วนบริการ Open Data มี SLA 99.95%

บรอดแบนด์โตแต่มือถือหด

ธุรกิจบรอดแบนด์กลายเป็นรายได้หลักของเอ็นทีมีลูกค้าประมาณ 1.9 ล้านราย และมี Net Add 20,000-30,000 รายต่อปี ขณะที่โครงข่ายยังมีความจุเหลืออีกประมาณ 40% ซึ่งบริษัทต้องเร่งทำตลาดให้เกิดรายได้เพิ่ม

ด้านบริการหลังการขายได้โอนให้บริษัท NT OS ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดระยะเวลาซ่อม และต้นทุนดำเนินงาน

ส่วนธุรกิจมือถือมีลูกค้าประมาณ 2.4 ล้านราย บริษัทมุ่งลดต้นทุนค่าโรมมิ่ง โดยออกแพ็กเกจใหม่ที่จำกัดการใช้งานโรมมิ่งมากขึ้น และเน้นตลาดผู้มีรายได้น้อยที่ใช้งาน 4G เป็นหลัก แม้ไม่มีโครงข่าย 5G ของตนเอง

ดาต้าเซนเตอร์ยังติดข้อจำกัดรัฐ

เอ็นทีลงทุนศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซนเตอร์) ต่อเนื่อง แต่เป็นโครงการขนาด 200-400 ล้านบาท รวมไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี แตกต่างจากเอกชนที่ลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาท

ที่ผ่านมาเคยมีนักลงทุนเสนอร่วมลงทุนดาต้าเซนเตอร์มูลค่าราว 100,000 ล้านบาท แต่ติดขั้นตอนอนุมัติของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งใช้เวลานานเกินกรอบ 18 เดือน-2 ปี ที่นักลงทุนต้องการ คณะกรรมการจึงมอบหมายฝ่ายบริหารศึกษารูปแบบลดข้อจำกัด เพื่อเปิดทางให้ เอ็นทีร่วมลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

เงินสดแสนล้าน ไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์

ปัจจุบันเอ็นทีมีเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 100,000 ล้านบาท จึงไม่มีปัญหาสภาพคล่อง แต่ยังต้องเพิ่มผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA)

ทำให้บริษัทไม่มีแผนขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่จะทยอยจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ เช่น อาคาร ห้องแถว และพื้นที่ ที่เป็นภาระค่าใช้จ่าย ล่าสุดสามารถลงนามสัญญาเช่าระยะยาวอาคารสุรวงศ์ได้ หลังใช้เวลาดำเนินการหลายปี

เดินหน้าโครงข่ายรัฐ-Data Sovereignty

เอ็นทีอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ กสทช. เพื่อพัฒนาโครงข่ายสื่อสารเฉพาะกิจรองรับภัยพิบัติ ภายใต้แนวคิด PSMN หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบหลักการจัดสรรคลื่นแล้ว เหลือเพียงรูปแบบงบประมาณ

พร้อมเสนอแนวคิด Single Submission ให้มีหน่วยงานกลางรับคำขอจากนักลงทุนด้านโทรคมนาคม และดาต้าเซนเตอร์ เพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตหลายหน่วยงาน

อีกด้านคือ ผลักดันแนวคิด Data Sovereignty และ Technology Sovereignty ให้ข้อมูลสำคัญของรัฐจัดเก็บในประเทศ ลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียว และใช้แนวทาง Dual Sourcingรองรับทั้งอุปกรณ์จากจีน และนอกจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

บริษัทยังศึกษาการลงทุนเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ เนื่องจากสายเดิม 3-4 เส้น เริ่มมีอายุการใช้งานมากขึ้น โดยโครงการใช้เวลาก่อสร้าง 2-3 ปี และเมื่อรวมขั้นตอนศึกษาและอนุมัติอาจใช้เวลารวม 4-5 ปี

ส่วนภารกิจวิทยุติดต่อเรือเดินทะเลที่มีค่าใช้จ่ายเกือบ 100 ล้านบาทต่อปี บริษัทเตรียมเสนอให้กระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงคมนาคมพิจารณารับโอนภารกิจ ขณะที่ยังเดินหน้าขยายอายุการใช้งานดาวเทียม รองรับผู้ให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ภายในปลายปี หากกระบวนการอนุญาตเป็นไปตามแผน

พันเอก สรรพชัยย์ ย้ำว่า เอ็นทีซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลตลาดโทรคมนาคม ดูแลบริการในพื้นที่ห่างไกล และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ แม้การฟื้นตัวต้องแข่งกับเวลา แต่เป้าหมายคือ การกลับมามีกำไรในปี 2571 พร้อมสร้างสมดุลระหว่างภารกิจสาธารณะ และความแข็งแกร่งทางการเงิน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์