เกาหลีใต้สร้างโรงงานที่เอไอออกแบบและควบคุมเอง ฝั่งช็อนบุกพัฒนาโรงงานอัจฉริยะและ Digital Twin ขณะที่คย็องซังนัมโดเน้น LAM ให้เอไอเรียนรู้การทำงานของคนและหุ่นยนต์ ตั้งเป้าเชื่อมข้อมูลกลับมาฝึกเอไอภายใน 24 ชั่วโมง
KEY POINTS
- เกาหลีใต้ลงทุน 1.64 หมื่นล้านบาท วิจัยและพัฒนา Physical AI เป็นเวลา 5 ปี สำหรับควบคุมโรงงานการผลิต
- ตั้งเป้าให้ระบบสามารถทำงานอัตโนมัติแบบปิดวงจรได้อย่างน้อย 90% ภายในปี 2573
- การพัฒนาจะแบ่งเป็น 2 ส่วนในจังหวัดช็อลลาบุกและคยองซังนัมโด เน้นการสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งโรงงาน และการพัฒนาโมเดลเอไอที่ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรอย่างแม่นยำ
- เป้าหมายระยะยาวคือ การสร้างโรงงานต้นแบบ K-manufacturing ที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้
กระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีทีของเกาหลีใต้เตรียมลงทุน 676.3 พันล้านวอน หรือประมาณ 1.64 หมื่นล้านบาท วิจัยและพัฒนา Physical AI ในโรงงาน 5 ปี โดยใช้ฐานการผลิตของจังหวัดช็อลลาบุกด้านเครื่องจักร และคยองซังนัมโดที่มีฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่อเรือ และเครื่องจักร เป็นพื้นที่พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี ตั้งเป้าสาธิตอย่างน้อย 13 กระบวนการผลิต และทำระบบอัตโนมัติแบบปิดวงจรให้ได้ 90% ภายในปี 2573
Physical AI แตกต่างจากเอไอที่ทำงานกับข้อมูลหรือสร้างข้อความเป็นหลัก เพราะระบบต้องสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมจริง เข้าใจตำแหน่งของสิ่งต่างๆ และนำข้อมูลไปควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ เช่น หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรได้ โดยเกาหลีใต้จะพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวผ่าน 2 โครงการที่มีโจทย์ต่างกันในสองจังหวัด
จังหวัดช็อลลาบุก รัฐบาลจะพัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ทำให้หุ่นยนต์และอุปกรณ์หลายประเภททำงานร่วมกันได้ โดยใช้แนวคิดการประสานงานทั้งโรงงาน จากเดิมที่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรแต่ละตัวอาจทำงานตามระบบของตัวเอง เป้าหมายคือ ทำให้ทั้งโรงงานสามารถทำงานเป็นระบบเดียวกัน
ระบบสามารถออกแบบผังโรงงานและเส้นทางของหุ่นยนต์ขนส่งโดยอัตโนมัติ ก่อนนำแผนดังกล่าวไปทดลองในแบบจำลองดิจิทัลสามมิติของโรงงาน (Digital Twin) เพื่อทดสอบการจัดวางเครื่องจักรและเส้นทางการทำงานในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ก่อนนำไปใช้กับพื้นที่จริง
นอกจากนี้ยังจะใช้ Vision Language Model ซึ่งเป็นโมเดลที่ประมวลผลข้อมูลภาพและภาษา เพื่อให้ระบบรับรู้สถานการณ์ในโรงงาน และใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง เพื่อฝึกระบบให้สามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ได้ โดยจะนำเทคโนโลยีไปทดสอบทั้งในพื้นที่ทดลองและโรงงานจริง
จากผลการทดสอบแนวคิดที่ดำเนินการเมื่อปี 2568 เกาหลีใต้มีแผนพัฒนาต่อไปสู่โรงงานที่เอไอสามารถออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินงานได้ โดยจะพัฒนาเป็นต้นแบบ K-manufacturing factories ที่สามารถนำไปใช้ในต่างประเทศ พร้อมจัดทำมาตรฐานและระบบที่ทำให้อุปกรณ์จากผู้ผลิตหลายรายสามารถทำงานร่วมกันได้
สำหรับจังหวัดคยองซังนัมโด จะมุ่งพัฒนาโมเดลเอไอที่เน้นการนำข้อมูลไปสู่การกระทำจริงและการควบคุมที่แม่นยำในโรงงาน (LAM) โดยจะพัฒนาเป็นระบบที่มนุษย์สามารถทำงานร่วมกับเอไอได้ และมีแผนนำไปสาธิตในระดับนานาชาติ โดยโครงการนี้จะใช้ฐานอุตสาหกรรมของคยองซังนัมโด ทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การต่อเรือ และเครื่องจักร รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม 210 แห่ง เป็นแหล่งข้อมูลและพื้นที่ทดสอบ LAM
สิ่งที่ทำให้ LAM แตกต่างจากโมเดลเอไอทั่วไปคือ ข้อมูลที่ใช้ฝึกไม่ได้มีเพียงข้อมูลคำสั่งหรือข้อมูลจากระบบดิจิทัล แต่รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมการทำงานของคนและหุ่นยนต์ กฎทางกายภาพ และข้อมูลเชิงพื้นที่ ทำให้โมเดลต้องเรียนรู้ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงงานและข้อจำกัดในการลงมือทำจริง
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาเชื่อมกับ Digital Twin, Data Pipeline ซึ่งเป็นระบบรวบรวมและส่งต่อข้อมูล ระบบจำลองสถานการณ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้หน่วยประมวลผลสำหรับงานเอไอ (NPU) เพื่อให้กระบวนการทำงานตั้งแต่การฝึกโมเดลไปจนถึงการใช้งานในโรงงานเชื่อมต่อกัน
เมื่อระบบถูกนำไปใช้งาน ข้อมูลและผลลัพธ์จากการทำงานจริงจะถูกนำกลับมาใช้ฝึกโมเดลอีกครั้ง ทำให้เกิดกระบวนการต่อเนื่องระหว่างการฝึกเอไอ การนำไปใช้งาน และการปรับปรุงจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในโรงงาน
แผนงานระบุว่า ภายในปี 2570 กระทรวงฯ จะจัดเตรียมข้อมูลจากกระบวนการผลิตที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรม ระบบ Data Pipeline หลัก Digital Twin ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้สองทาง แพลตฟอร์มต้นแบบที่ใช้งานได้จริง และระบบหลักสำหรับตรวจสอบและยืนยันผลการทำงาน
จากนั้นในปี 2573 จะมีการสาธิตระบบแบบบูรณาการกับกระบวนการผลิตอย่างน้อย 13 กระบวนการ โดยตั้งเป้าสร้าง Digital Twin ของพื้นที่จริงและโรงงานการผลิตในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง รวมถึงทำให้ระบบสามารถทำงานแบบอัตโนมัติที่สามารถรับข้อมูล ตัดสินใจ ลงมือทำงาน และนำผลลัพธ์กลับมาใช้ปรับการทำงานได้อย่างน้อย 90%
อีกหนึ่งตัวชี้วัดคือ ความเร็วในการนำผลจากการฝึกโมเดลใหม่กลับมาใช้ โดยตั้งเป้าให้ระบบสามารถนำผลดังกล่าวไปใช้งานภายใน 24 ชั่วโมง
โครงการนี้มีนักวิจัยประมาณ 3,500 คนจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทประมาณ 150 แห่งเข้าร่วม โดยมีบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และบริษัทขนาดกลางตามนิยามของเกาหลีใต้รวม 107 แห่ง หรือประมาณ 68% ขององค์กรที่เข้าร่วมทั้งหมด
รัฐบาลเกาหลีใต้จะใช้ความแตกต่างของฐานอุตสาหกรรมและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของสองจังหวัดเป็นฐานพัฒนา Physical AI โดยช็อลลาบุกเน้นการเชื่อมระบบและอุปกรณ์ทั้งโรงงาน ส่วนคยองซังนัมโดเน้นโมเดลที่สามารถเรียนรู้จากข้อมูลการทำงานจริงและควบคุมการกระทำของหุ่นยนต์และเครื่องจักร ก่อนนำผลการพัฒนาไปใช้กับโรงงานในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ
ลี โดกยู (Lee Do-gyu) ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายนโยบายไอซีที กระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีที กล่าวว่า “เราจะสนับสนุนการนำผลลัพธ์จากช็อลลาบุกและคยองซังนัมโดไปใช้กับโรงงานการผลิตทั่วประเทศอย่างจริงจัง และท้ายที่สุดจะทำให้โรงงานการผลิตแบบ K-manufacturing ของเกาหลีใต้สามารถส่งออกไปยังตลาดโลกได้”
อ้างอิง: Digital Today




