วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Kimi K3 จากจีน จุดชนวนดีเบตโมเดลเปิด-ปิด สหรัฐหวั่นกระทบธุรกิจเอไอและนโยบายรัฐ

หาก DeepSeek เคยทำให้ทั่วโลกเห็นมาแล้วว่า จีนสามารถพัฒนาโมเดลที่มีประสิทธิภาพในต้นทุนต่ำได้ จนสั่นสะเทือนไปถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ การมาถึงของ Kimi K3 จาก Moonshot สตาร์ตอัปจีน ก็อาจเป็นสัญญาณอีกครั้งว่า การแข่งขันรอบนี้ไม่ได้จบอยู่แค่คำถามว่าใครสร้างเอไอได้เก่งกว่าใครอีกต่อไป

Kimi K3 เปิดตัวช่วงกลางเดือนกรกฎาคม สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้ถูกจับตาไม่ใช่แค่ความสามารถ แต่เป็นเพราะมันเป็นโมเดลเปิดน้ำหนัก (open-weight) ที่เปิดให้นักพัฒนานำไปดาวน์โหลด ปรับแต่ง และใช้งานต่อได้เอง ต่างจากโมเดลแบบปิดที่ผู้ใช้งานต้องเข้าถึงผ่านบริการของบริษัทเจ้าของเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจกว่าตัวโมเดลเองคือ ผลกระทบที่ตามมา หากโมเดลประสิทธิภาพสูงเปิดให้ใช้งานได้ในต้นทุนต่ำ ธุรกิจของบริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ที่ต้องทุ่มเงินมหาศาลพัฒนาโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนจะหารายได้คืนจากการเก็บค่าบริการผู้ใช้ ก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

เรื่องนี้จึงขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคืออนาคตของอุตสาหกรรมเอไอจะยังกระจุกอยู่ในมือบริษัทไม่กี่รายที่ควบคุมการเข้าถึงและตั้งราคาแพง หรือกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่โมเดลทรงพลังถูกเปิดให้นักพัฒนาทั่วโลกนำไปใช้งานและต่อยอดร่วมกัน

ความก้าวหน้าของโมเดลจีนยังทำให้สหรัฐกังวลว่าคู่แข่งกำลังไล่ตามทันมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับข้อกล่าวหาว่าบริษัทจีนบางแห่งอาจนำความรู้จากโมเดลของ Anthropic, OpenAI และ Google ไปใช้พัฒนาโมเดลของตัวเองผ่านกระบวนการกลั่นความรู้ (distillation) แม้ประเด็นนี้จะยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจึงเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น ด้านหนึ่งต้องรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและป้องกันความเสี่ยงจากเอไอจีน แต่อีกด้านหนึ่ง หากออกกฎควบคุมโมเดลเปิดเข้มงวดเกินไป ก็อาจลดทอนการแข่งขันและกระทบนวัตกรรมของบริษัทเอไอสหรัฐเองไปพร้อมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงโมเดลเอไอจีนอีกหนึ่งรุ่น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงครั้งใหญ่ในวงการเอไอสหรัฐ ว่าโมเดลควรเปิดหรือปิดกันแน่ เพราะคำตอบนี้จะส่งผลตั้งแต่รูปแบบธุรกิจของ OpenAI และ Anthropic ไปจนถึงทิศทางนโยบายเอไอของสหรัฐ และการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับจีนในระยะยาว

ผู้บริหาร OpenAI พูดเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์เอไอ

ดีน บอลล์ (Dean Ball) อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอไอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์อนาคตของ OpenAI แสดงความคิดเห็นว่า เขารู้สึกแปลกใจที่รัฐบาลจีนยังเปิดทางให้มีการเผยแพร่โมเดลเอไอที่มีความสามารถสูงในลักษณะนี้ ทั้งที่การเปิดโมเดลให้คนทั่วไปเข้าถึงและนำไปพัฒนาต่อ อาจทำให้ผู้พัฒนาเดิมควบคุมการนำไปใช้งานได้ยากขึ้น และอาจมีความเสี่ยงตามมา 

บอลล์ยังกล่าวว่า หากแนวทางโอเพนเวทได้รับความนิยมมากขึ้น อาจนำไปสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “ลัทธิคอมมิวนิสต์เอไอแบบเต็มรูปแบบ” ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบถึงสถานการณ์ที่โมเดลเอไอมีความสามารถสูงถูกเปิดให้เข้าถึงอย่างกว้างขวาง จนผู้ใช้งานสามารถนำไปพัฒนาต่อโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือจ่ายเงินให้บริษัทผู้พัฒนาโมเดลโดยตรง

มุมมองของบอลล์ แนวทางดังกล่าวอาจทำให้การพัฒนาเอไอชะลอลง เพราะหากมีโมเดลเปิดที่มีความสามารถสูงและนำไปใช้งานต่อได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโมเดลใหม่ บริษัทเอกชนอาจมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลของตัวเอง

Kimi K3 จากจีน จุดชนวนดีเบตโมเดลเปิด-ปิด สหรัฐหวั่นกระทบธุรกิจเอไอและนโยบายรัฐ

บูธของ Moonshot จัดแสดงโมเดล Kimi K3 ในงาน World Artificial Intelligence Conference ที่เซี่ยงไฮ้ (ภาพโดย: Go Nakamura / Reuters)

ผลกระทบดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า AI capex หรือค่าใช้จ่ายลงทุนด้านเอไอ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อชิปประมวลผล การสร้างศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการฝึกและให้บริการโมเดลเอไอ

หากบริษัทสามารถนำโมเดลเปิดที่มีประสิทธิภาพสูงไปใช้งานและปรับแต่งต่อได้ ก็อาจลดความจำเป็นในการลงทุนสร้างระบบของตัวเองตั้งแต่ต้น และทำให้แรงจูงใจในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไอของภาคเอกชนลดลง

ในทางปฏิบัติ ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจทำให้บริษัทสหรัฐลังเลที่จะนำโมเดลเหล่านี้ไปใช้งาน เพราะเกรงว่าในอนาคตอาจมีกฎใหม่ออกมาจำกัดการใช้งาน หรือทำให้ต้องเปลี่ยนระบบที่ลงทุนไปแล้ว แนวทางเช่นนี้จึงอาจทำให้บริษัทจำนวนมากเลือกหลีกเลี่ยงโมเดลเปิดจากจีนตั้งแต่ต้น แม้จะยังไม่มีข้อห้ามโดยตรงก็ตาม

แนวคิดดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับคำว่า FUD ซึ่งย่อมาจาก Fear, Uncertainty and Doubt หรือการสร้าง “ความกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัย” เพื่อให้เกิดความระมัดระวังหรือความลังเลในการตัดสินใจใช้เทคโนโลยี

ภายหลังบอลล์ออกมาชี้แจงว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นเพียงคำทำนายถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรดำเนินการเช่นนั้น และเขาสนับสนุนโอเพนซอร์สมาโดยตลอด 

นักลงทุน-นักพัฒนาโต้กลับ หวั่นใช้กฎระเบียบกีดกันการแข่งขัน 

ความเห็นของบอลล์จุดปฏิกิริยาจากนักลงทุนและนักพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลนำความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบมาใช้เพื่อทำให้บริษัทหลีกเลี่ยงโมเดลเปิดจากจีน อาจมีลักษณะคล้ายการยึดกุมกลไกกำกับดูแล ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่หน่วยงานรัฐซึ่งควรกำกับดูแลอุตสาหกรรม กลับออกกฎที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยอาศัยข้อมูลหรือคำแนะนำจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมนั้นเอง

ที่ผ่านมา Anthropic และ OpenAI ยืนยันว่าโมเดลที่มีความสามารถสูงไม่ควรถูกเปิดให้สาธารณะเข้าถึงอย่างเสรี เพราะอาจถูกนำไปใช้งานโดยที่ผู้พัฒนาเดิมไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งสองบริษัทมองว่าระบบปิดช่วยให้ควบคุมความปลอดภัย การเข้าถึง และการให้บริการได้มากกว่า พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากโมเดลโอเพนเวทของจีน

เดวิด แซ็กส์ (David Sacks) นักลงทุนร่วมทุนซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานร่วมสภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดี ระบุว่า การใช้ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบเป็นเครื่องมือแข่งขันนั้นไม่ควรเกิดขึ้น และมองว่าห้องแล็บที่ครองส่วนแบ่งตลาดโมเดลปิดอยู่แล้วอย่าง OpenAI และ Anthropic กำลังต้องการให้ภาครัฐจำกัดคู่แข่งฝั่งโอเพนซอร์ส

ชามาธ ปาลิฮาพิติยา (Chamath Palihapitiya) นักลงทุนร่วมทุนอีกราย แสดงความเห็นสนับสนุนทิศทางโอเพนซอร์ส ขณะที่ ซูฮาอิล โดชิ (Suhail Doshi) วิศวกรซอฟต์แวร์และผู้ประกอบการ ตั้งข้อสังเกตว่าห้องแล็บเอไอของสหรัฐเองก็นำข้อมูลที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นมาฝึกโมเดลโดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทน และมองว่าการอ้างประเด็นการกลั่นความรู้ เพื่อจำกัดโมเดลเปิดอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนานวัตกรรมของสหรัฐเองในระยะยาว

ด้านนักวิเคราะห์ที่ใช้ชื่อบัญชี Jukan จาก Citrini Research ให้มุมมองต่างออกไปว่า การเป็นโอเพนซอร์สเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้บริษัทจีนครองตลาดโดยอัตโนมัติ

โดยยกตัวอย่าง DeepSeek ที่มีต้นทุนต่อการประมวลผลต่ำเนื่องจากประสิทธิภาพของระบบที่บริษัทพัฒนาเอง ไม่ใช่เพราะความเป็นโอเพนซอร์สเพียงอย่างเดียว และระบุว่า แม้บริษัทจีนอาจมีข้อจำกัดด้านกำลังประมวลผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้บริการแบบขาดทุนหรือไม่สามารถคืนทุนได้

ความเห็นต่างภายในทำเนียบขาวต่อทิศทางเอไอจีน 

การเปิดตัว Kimi K3 และ Qwen 3.8 Max ของ Alibaba ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เกิดคำถามในสหรัฐว่าควรออกมาตรการกำกับดูแลโมเดลเอไอจากจีนอย่างเข้มงวดขึ้น หรือปล่อยให้การแข่งขันดำเนินต่อไปโดยไม่สร้างข้อจำกัดที่อาจกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยี

ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอ Anthropic ให้ความเห็นว่าโมเดลที่มีความสามารถด้านไซเบอร์สูงและเปิดให้ดาวน์โหลดได้ฟรีอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ทั้ง Anthropic และ OpenAI กำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า จึงอาจมีปัจจัยทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับจุดยืนเรื่องนี้ด้วย บอลล์เองได้ชี้แจงในภายหลังว่าความเห็นของเขาไม่ได้สะท้อนจุดยืนอย่างเป็นทางการของ OpenAI

ส่วน แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าแนวทางเดิมที่มุ่งพัฒนาเฉพาะโมเดลปิดอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมที่สุด

บริษัทสหรัฐหันมาใช้โมเดลเอไอจากจีนมากขึ้น 

บริษัทสหรัฐหันมาใช้โมเดลเอไอจากจีนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโมเดลเหล่านี้มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อบริษัทสามารถนำโมเดลแบบเปิดน้ำหนักไปปรับแต่งและใช้งานกับระบบของตัวเองได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริการจากผู้ให้บริการโมเดลรายใหญ่ในทุกขั้นตอน

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงธุรกิจของบริษัทอย่าง Anthropic และ OpenAI เพราะหากบริษัทต่างๆ สามารถเลือกโมเดลที่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปในราคาที่ถูกลง ก็อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อใช้โมเดลที่มีความสามารถสูงที่สุดในทุกกรณี

ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาในสหรัฐเองก็เริ่มขยับเข้าสู่สนามโมเดลเปิดมากขึ้น Thinking Machines Lab บริษัทที่นำโดย มีรา มูราติ (Mira Murati) อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OpenAI เปิดตัวโมเดลแรกในรูปแบบโอเพนเวทแล้ว ส่วน Nemotron 3 Ultra ของ Nvidia ก็เริ่มได้รับความนิยม

นอกจากนี้ Reflection AI บริษัทพัฒนาโมเดลเปิดที่ได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ มีแผนเปิดตัวโมเดลแรกในช่วงปลายปีนี้

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มูลค่าของบริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ผูกอยู่กับความเชื่อมั่นว่า บริษัทจะสามารถพัฒนาโมเดลที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ และสร้างรายได้เพียงพอที่จะรองรับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล ชิป และโครงสร้างพื้นฐานเอไอ แต่หากคู่แข่งสามารถสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงในต้นทุนต่ำกว่าได้อย่างต่อเนื่อง สมมติฐานดังกล่าวก็เริ่มถูกตั้งคำถาม เพราะการแข่งขันอาจกดราคาบริการเอไอลงเร็วกว่าที่ตลาดคาด และทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโมเดลระดับแนวหน้าถูกกดดัน

มุมมองที่ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดโมเดลเปิด 

แม้จะมีคำเตือนถึงความเสี่ยงจากการเปิดให้เข้าถึงโมเดลเอไอที่มีความสามารถสูง แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการจำกัดโมเดลเปิด โดยมองว่าการปิดกั้นเทคโนโลยีอาจสร้างผลเสีย และไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากเอไอได้เสมอไป

คริสเตียน สเตาต์ (Kristian Stout) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมของ International Center for Law & Economics ให้ความเห็นว่า มุมของความเสี่ยงเชิงร้ายแรง การแบนโมเดลเปิดอาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะสหรัฐจำเป็นต้องมีความสามารถด้านเอไอระดับแนวหน้าไว้รับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ใช้เอไอเป็นเครื่องมือเช่นกัน 

โดยยกตัวอย่างการมีเอเจนต์เอไอคอยเฝ้าระวังภัยในดาร์กเว็บอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขามองว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความสามารถด้านเอไอกระจายอยู่ในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่กับบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง

ออสติน คาร์สัน (Austin Carson) ซีอีโอ SeedAI องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านนโยบายเอไอระบุว่า ความกังวลเรื่องการใช้งานเทคโนโลยีแบบสองทางเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับธุรกิจและผู้ใช้งานส่วนใหญ่ทั่วโลก การเข้าถึงโมเดลคุณภาพสูงในราคาที่จ่ายไหวและควบคุมการใช้งานได้เองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และมองว่าธรรมชาติของโอเพนซอร์สทำให้การพยายามจำกัดด้วยการกีดกันทำได้ยาก

หากโอเพนซอร์สอยู่รอด มูลค่า Anthropic-OpenAI อาจสั่นคลอน?

นอกจากประเด็นด้านความปลอดภัยและความมั่นคงแล้ว การเติบโตของโมเดลโอเพนซอร์สยังถูกมองว่าเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อบริษัทเอไอชั้นนำของสหรัฐ เพราะหากโมเดลเปิดสามารถพัฒนาต่อและแข่งขันกับโมเดลแบบปิดได้ ความได้เปรียบของบริษัทที่ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโมเดลระดับแนวหน้าก็อาจลดลงตามไปด้วย

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเอไอจำนวนหนึ่งมองว่า หากโมเดลโอเพนซอร์สสามารถอยู่รอดและพัฒนาต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลจากสหรัฐหรือจีน มูลค่าบริษัทระดับหลายแสนล้านดอลลาร์อย่าง OpenAI และ Anthropic อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะหากผู้ใช้งานพบว่าไม่จำเป็นต้องเลือกโมเดลที่มีความสามารถสูงที่สุดในโลกสำหรับงานทั่วไป 

ขณะที่ Kimi ก็ถูกจัดอันดับว่ามีความสามารถด้านการเขียนโค้ดเหนือกว่าโมเดลของทั้งสองบริษัทในบางการทดสอบ

ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อธุรกิจโมเดลเอไอว่า หากโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถเปิดให้ใช้งานได้ในต้นทุนต่ำ บริษัทต่างๆ จะยังยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเข้าถึงโมเดลแบบปิดที่มีราคาแพงกว่าหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อการใช้งานส่วนใหญ่ขององค์กรไม่ได้ต้องการความสามารถสูงสุดในทุกงาน

บอลล์ และ ซามูเอล แฮมมอนด์ (Samuel Hammond) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเอไอของ Foundation for American Innovation มองว่า โมเดลโอเพนซอร์สมีลักษณะถ่วงความเร็ว เพราะการแข่งขันจากโมเดลเปิดอาจกดดันราคาบริการเอไอและลดส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัทที่พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า เมื่อกำไรลดลง เงินที่บริษัทสามารถนำกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่และโครงสร้างพื้นฐานก็อาจลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันการแข่งขันจากจีนยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย Alibaba บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของจีน ประกาศผ่านว่าเตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุด Qwen 3.8 ในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่า โมเดลดังกล่าวมีพารามิเตอร์ 2.4 ล้านล้านตัว และจะมีความสามารถเป็นรองเพียงโมเดล Fable 5 ของ Anthropic เท่านั้น

อีกมุมหนึ่ง สเตาต์มองว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเอไออาจไม่ได้หมายความว่ามูลค่าจะหายไป แต่เป็นการย้ายจุดที่สร้างมูลค่า จากเดิมที่กระจุกอยู่กับบริษัทผู้พัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ ไปสู่บริษัทที่นำโมเดลเหล่านี้ไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

สเตาต์เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงนี้กับเทคโนโลยีเอนกประสงค์อย่างไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย มูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สินค้าและบริการจำนวนมากที่ธุรกิจต่างๆ นำไฟฟ้าไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิต เช่นเดียวกับเอไอที่เขามองว่า ในระยะยาวมูลค่าอาจเคลื่อนจากผู้สร้างโมเดลไปสู่ผู้ประกอบการที่นำความสามารถของเอไอไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่

กฎระเบียบอาจเป็นตัวชี้ทิศทางเศรษฐกิจเอไอ

สิ่งที่อาจกำหนดว่าเศรษฐกิจเอไอจะเดินไปในทิศทางใดคือ “กฎระเบียบ” โดยเฉพาะขอบเขตของการกำกับดูแลโมเดลที่มีความสามารถสูง หากรัฐบาลเลือกใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อจำกัดการเปิดเผยหรือการใช้งานโมเดลด้วยเหตุผลด้านความเสี่ยงเชิงหายนะและความมั่นคงแห่งชาติ ก็อาจส่งผลต่อการเติบโตของโมเดลโอเพนซอร์ส

ในทางกลับกัน หากแนวทางการเปิดโมเดลยังสามารถดำเนินต่อไปได้ การแข่งขันอาจผลักให้ต้นทุนการเข้าถึงเอไอลดลง และเปิดทางให้บริษัทจำนวนมากขึ้นนำเทคโนโลยีไปพัฒนาต่อยอด ดังนั้น ทิศทางของกฎระเบียบจึงอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจในยุคเอไอจะยังคงกระจุกตัวอยู่กับบริษัทผู้สร้างโมเดลไม่กี่ราย หรือจะค่อยๆ กระจายไปยังธุรกิจที่นำเอไอไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการในวงกว้าง

สี จิ้นผิง ประกาศบทบาทจีน ชิงนำระเบียบโลกเอไอ

ในการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่เซี่ยงไฮ้ ระหว่าง 17-20 กรกฎาคม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศวิสัยทัศน์ให้จีนนำการกำหนดกติกาเอไอโลก เรียกร้องให้นานาชาติคว้าโอกาสจากเอไอโอเพนซอร์ส เตือนไม่ให้การเข้าถึงเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกลายเป็นความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ พร้อมผลักดันให้โมเดลเปิดเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก

จีนประกาศความร่วมมือกับกลุ่มโลกใต้ ทั้งฝึกอบรมและตั้งศูนย์ความร่วมมือเอไอกับ BRICS อาเซียน ละตินอเมริกา และสหภาพแอฟริกา พร้อมผลักดัน World AI Cooperation Organization (WAICO) ที่มี 29 ประเทศร่วมลงนามแล้ว สี จิ้นผิงยังเรียกร้องให้เอไอคงอยู่ภายใต้การควบคุมมนุษย์ เสนอระบบเตือนภัยล่วงหน้าและกลไกฉุกเฉินป้องกันสถานการณ์ที่มนุษย์สูญเสียการควบคุมระบบอัตโนมัติ

จอร์จ เฉิน (George Chen) ประธานฝ่ายปฏิบัติการดิจิทัลของ The Asia Group มองว่าท่าทีนี้สะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะไม่เป็นผู้ตามด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานอีกต่อไป แต่ต้องการเป็นผู้กำหนดทิศทางเสียเอง

สหรัฐเตือนว่า กฎระเบียบมากไปอาจขัดขวางนวัตกรรม ส่วนจีนชูโมเดลราคาถูกและเปิดกว้างเป็นทางลดความเหลื่อมล้ำ งานนี้มีผู้นำระดับโลกเข้าร่วม อาทิ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ คัสซิม-โจมาร์ต โตกาเยฟ (Kassym-Jomart Tokayev) ประธานาธิบดีคาซัคสถาน และอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย

 

อ้างอิง: Business InsiderWSJThe Washington Post และ Japan Today