แม้คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ว่า ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือเป็นผู้ “สละสิทธิ์” เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2553 แต่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด
มติดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่อสถานะของประธาน กสทช. รวมถึงการดำเนินงานขององค์กรในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ศ.นพ.สรณ ยังมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ โดยสมรภูมิสำคัญหลังจากนี้อยู่ที่ศาลปกครอง
ขั้นตอนหลังมติคณะกรรมการสรรหาฯ
ภายหลังคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติชี้ขาด ขั้นตอนทางธุรการจะเริ่มดำเนินการทันที โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสรรหาฯ จะส่งมติดังกล่าวกลับไปยังหน่วยงานที่เสนอเรื่องเข้ามาพิจารณา ผ่านช่องทางเดียวกับที่รับเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือหน่วยงานผู้ร้อง
อีกประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาผลกระทบของมติในเชิงกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 18 กำหนดว่า "ผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามให้ถือว่า สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่ง" ซึ่งอาจตีความได้ว่าเสมือนไม่เคยได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น
ผลจากการตีความดังกล่าวอาจทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน กสทช. และฝ่ายรัฐบาล ต้องกลับมาพิจารณาความสมบูรณ์ทางกฎหมายของมติหรือการดำเนินการต่างๆ ที่ ศ.นพ.สรณ มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นรายกรณี เช่น มติสำคัญของคณะกรรมการ กสทช. หรือการอนุมัติโครงการ และการตัดสินใจเชิงนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ว่าจะได้รับผลกระทบทางกฎหมายหรือไม่
พร้อมกันนี้ หากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ถือว่าว่างลงตามผลของมติดังกล่าว ฝ่ายเลขานุการวุฒิสภาจะต้องดำเนินกระบวนการสรรหา และคัดเลือกกรรมการ กสทช. คนใหม่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
เปิดช่องทางต่อสู้ของ “หมอสรณ”
แม้มติของคณะกรรมการสรรหาฯ จะถือเป็นที่สุดในชั้นของคณะกรรมการ แต่ไม่ได้ตัดสิทธิของ ศ.นพ.สรณ ในการใช้สิทธิทางศาล โดยสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติดังกล่าว หากเห็นว่าการวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง
อีกประเด็นสำคัญคือ การยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวหรือทุเลาการบังคับตามมติ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับผลของมติไว้ก่อนระหว่างการพิจารณาคดี หากศาลมีคำสั่งรับคำขอ ศ.นพ.สรณ อาจยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปได้จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ประเด็นข้อต่อสู้ที่อาจถูกหยิบยก
หากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง ประเด็นสำคัญที่ฝ่าย ศ.นพ.สรณ อาจใช้เป็นแนวทางต่อสู้ ประกอบด้วย
ประเด็นแรก คือ การตีความสถานะการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ โดยอาจชี้แจงว่าการตรวจรักษาผู้ป่วยแบบพาร์ตไทม์หรือรายชั่วโมงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำ และไม่ได้ดำรงตำแหน่งบริหารหรือมีภาระงานที่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช. แต่เป็นการปฏิบัติวิชาชีพเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งไม่ควรถูกตีความว่าเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามเจตนารมณ์ของมาตรา 8 และมาตรา 18
ประเด็นที่สอง คือ การปฏิบัติตามกรอบเวลา 15 วัน โดยอาจยืนยันว่าได้ลาออกจากตำแหน่งที่อาจขัดต่อกฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ส่วนการตรวจรักษาผู้ป่วยรายชั่วโมงเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ต้องลาออกตามหลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น
ประเด็นที่สาม คือ การไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยอาจยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ไม่มีความเชื่อมโยงกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียง จึงไม่ก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ กสทช. กำกับดูแล
สมรภูมิใหม่อยู่ที่ศาลปกครอง
แม้มติของคณะกรรมการสรรหาฯ จะส่งผลให้สถานะของ ศ.นพ.สรณ ในทางธุรการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ข้อพิพาททางกฎหมายยังไม่ถือว่าสิ้นสุด
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การตัดสินใจของ ศ.นพ.สรณ ว่าจะใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองหรือไม่ รวมถึงคำขอทุเลาการบังคับตามมติ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า ศ.นพ.สรณ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปได้ระหว่างการต่อสู้คดี หรือจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


