วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ครึ่งปี 69 บริษัทเทคปลดกว่า 1.2 แสนตำแหน่ง เอไอขึ้นแท่นเหตุผลหลักปรับโครงสร้างองค์กร

6 เดือนแรกของปี 2569 ผ่านไป ทั่วโลกเผชิญคลื่นการเลิกจ้างพนักงานระลอกใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ข้อมูลจากเว็บไซต์ Layoffs.fyi ซึ่งติดตามการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 2563 ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม มีพนักงานสายเทคโนโลยีถูกเลิกจ้างไปแล้วราว 120,000 ตำแหน่ง

สิ่งที่ปรากฏซ้ำๆ ในแถลงการณ์ของแทบทุกบริษัทคือ การอ้างถึง “เอไอ” ว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการปรับโครงสร้างองค์กร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรือบริษัทที่กำลังทำรายได้และกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ไมโครซอฟท์ (Microsoft) กลายเป็นบริษัทเทครายล่าสุดที่ประกาศลดพนักงาน โดยตัดตำแหน่งงานประมาณ 4,800 ตำแหน่ง หรือราว 2.1% ของพนักงานทั่วโลก บริษัทชี้แจงว่า การลดตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเอไอเข้ามาแทนที่พนักงานโดยตรง แต่ยอมรับว่า เอไอกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และสามารถทำงานประจำหลายอย่างได้โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้องค์กรต้องปรับโครงสร้างการทำงานใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงาน Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 นายจ้างสายเทคโนโลยีของสหรัฐประกาศตัดตำแหน่งงานไปแล้วรวม 139,156 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นถึง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีอยู่ 76,214 ตำแหน่ง

ภาพรวมทุกอุตสาหกรรมของสหรัฐปีนี้ Challenger พบว่า มีการระบุเหตุผลเลิกจ้างที่เกี่ยวข้องกับเอไออย่างชัดเจนถึง 101,743 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 23% ของยอดรวมทั้งหมด และภาคเทคโนโลยีเองก็กลายเป็นภาคที่มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงเกือบ 1 ใน 3 ของยอดรวมทั้งประเทศ ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ช่วงการปรับฐานหลังโควิดในปี 2565-2566 

ครึ่งปี 69 บริษัทเทคปลดกว่า 1.2 แสนตำแหน่ง เอไอขึ้นแท่นเหตุผลหลักปรับโครงสร้างองค์กร

Layoffs.fyi

รายชื่อบริษัทเทคโนโลยีที่ประกาศเลิกจ้างในปี 2569

สำนักข่าว TechCrunch ได้รวบรวมรายชื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานในปี 2569 พร้อมเหตุผลที่เชื่อมโยงกับเอไอ เรียงตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้น 

ออราเคิล (Oracle) — 22 มิถุนายน 2569

ออราเคิลเปิดเผยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนว่า บริษัทได้ลดจำนวนพนักงานลงไปแล้ว 21,000 คนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนลดลง 13% ซึ่งตัวเลขนี้มากกว่าที่เคยเปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเอไอ

บริษัทระบุไว้ในเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินประจำปีว่า “การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้และปรับใช้ทั่วทั้งการดำเนินงานของเรา ได้ส่งผลและอาจยังคงส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการลดจำนวนพนักงานของเรา”

ทั้งนี้ ออราเคิลเริ่มแจ้งพนักงานเรื่องการเลิกจ้างจำนวนมากมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 5-31 มีนาคม 2569 ผ่านทางอีเมลระบบภายใน ซึ่งเกิดขึ้นแม้ว่าออราเคิลจะรายงานกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมูลค่าภาระผูกพันด้านผลงานที่ยังไม่ส่งมอบ เพิ่มขึ้นถึง 325% แตะระดับ 553,000 ล้านดอลลาร์

โดยเงินที่ประหยัดได้จากการลดคนถูกนำไปทุ่มลงทุนในศูนย์ข้อมูลสำหรับเอไอแทน ซึ่งการเลิกจ้างรอบนี้เองที่ภายหลังรวมเป็นยอด 21,000 คนตลอด 12 เดือน ตามที่ออราเคิลเปิดเผยในเอกสารยื่นประจำปีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน

กิตแล็บ (GitLab) — 3 มิถุนายน 2569

กิตแล็บเลิกจ้างพนักงานประมาณ 350 คน หรือคิดเป็น 14% ของพนักงานทั้งหมด เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอและรองรับปริมาณการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นจากกระบวนการทำงานแบบเอไอ 

บิล สเตเปิลส์ (Bill Staples) ซีอีโอของกิตแล็บ กล่าวว่า ภาระงานแบบเอเจนต์ (agentic workloads) กำลังผลักดันให้คู่แข่งเข้าใกล้จุดวิกฤติ และบริษัทได้เริ่มต้นสิ่งที่เขาเรียกว่า การปรับสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักใหม่ทั้งรุ่น เพื่อรองรับสิ่งที่เขาเรียกว่าความต้องการการเติบโตแบบ 100 เท่า

กิตแล็บกำลังถอนตัวออกจาก 22 ประเทศ ปรับโครงสร้างองค์กรให้แบนราบลงโดยลดขั้นตอนการบริหารจัดการ และร่วมมือกับห้องปฏิบัติการด้านเอไอแห่งหนึ่งที่ยังไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ที่รองรับภาระงานระดับเอเจนต์ ทั้งนี้บริษัทรายงานรายได้ไตรมาสแรกอยู่ที่ 264 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างอยู่ที่ 30-35 ล้านดอลลาร์

กูเกิล (Google) — ต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม

อัลฟาเบต (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล ได้ทยอยลดจำนวนพนักงานในหน่วยธุรกิจ Google Cloud รวมถึงในทีม Threat Intelligence Group และพนักงานที่เกี่ยวข้องกับ Mandiant หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในเครือ แม้ว่ารายได้จาก Cloud จะเติบโตถึง 63% จนทะลุ 20,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก และมูลค่างานค้างเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวแตะระดับกว่า 460,000 ล้านดอลลาร์

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กูเกิลได้ลดจำนวนผู้จัดการที่ดูแลทีมขนาดเล็กลงไปแล้วกว่า 1 ใน 3 หรือคิดเป็นผู้จัดการลดลง 35% โดยแต่ละคนดูแลลูกทีมน้อยลง

สิ่งที่ต่างจากบริษัทอื่นๆ ในลิสต์นี้คือ กูเกิลไม่เคยประกาศตัวเลขรวมของการเลิกจ้างออกมาอย่างเป็นทางการเลยสักครั้ง การลดคนของกูเกิลเกิดขึ้นผ่านกระบวนการประเมินผลงานที่หมุนเวียนต่อเนื่อง โครงการซื้อคืนสัญญาจ้างแบบสมัครใจ และการปรับโครงสร้างองค์กร โดยฝ่ายประเมินภายนอกคาดการณ์ว่ายอดรวมทั้งปี 2569 อยู่ระหว่าง 1,500 ถึงมากกว่า 3,000 ตำแหน่งวิศวกร

อินทูอิต (Intuit) — 20 พฤษภาคม 2569

อินทูอิตประกาศแผนตัดตำแหน่งงานประมาณ 3,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 17% ของพนักงานทั้งหมด โดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างที่มุ่งลดความซับซ้อนขององค์กรและจัดสรรทรัพยากรใหม่ไปยังด้านเอไอ 

ซาซาน กูดาร์ซี (Sasan Goodarzi) ซีอีโอของอินทูอิต มีรายงานว่าได้บอกกับพนักงานว่าบริษัทกำลังลดความซับซ้อนและปรับโครงสร้างให้เรียบง่ายขึ้น เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าเดิมได้

เมตา (Meta) — 20 ถึง 21 พฤษภาคม 2569

เมตาเลิกจ้างพนักงานประมาณ 8,000 คน หรือคิดเป็นราว 10% ของพนักงานทั้งหมด พร้อมกับโยกย้ายพนักงานอีกราว 7,000 คนไปทำงานในตำแหน่งใหม่ที่เกี่ยวกับเอไอโดยเฉพาะ  

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของเมตา บอกกับพนักงานว่าการเลิกจ้างครั้งนี้จำเป็น เพราะความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาโดยอัตโนมัติในด้านเอไอ

ซิสโก้ (Cisco) — 14 พฤษภาคม 2569

ซิสโก้ประกาศตัดตำแหน่งงานเกือบ 4,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 5% ของพนักงานทั้งหมด แม้ว่าจะรายงานผลกำไรและรายได้ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม 

มาร์ก แพตเตอร์สัน (Mark Patterson) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่การปรับโครงสร้างเพื่อประหยัดต้นทุนจริงๆ แต่เป็นการปรับทิศทางทรัพยากรใหม่ให้ไปอยู่ที่ชิป ระบบใยแก้วนำแสง ความมั่นคงปลอดภัย และเอไอมากกว่า”

คลาวด์แฟลร์ (Cloudflare) — 7 ถึง 8 พฤษภาคม 2569

คลาวด์แฟลร์เลิกจ้างพนักงานราว 20% ของทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 1,100 คน แม้ว่าจะรายงานรายได้รายไตรมาสสูงถึง 639.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นไตรมาสที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท 

แมทธิว ปรินซ์ (Matthew Prince) ซีอีโอ เขียนไว้ว่า คนส่วนใหญ่ที่เราเลิกจ้างไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือกลุ่มที่เรียกว่า measurers ซึ่งหมายถึงตำแหน่งบริหารระดับกลาง ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายตรวจสอบภายใน และฝ่ายรับรู้รายได้

เจนเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) — 12 พฤษภาคม 2569

จีเอ็มตัดตำแหน่งงานไประหว่าง 500 ถึง 600 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งด้านไอทีในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส และเมืองวอร์เรน รัฐมิชิแกน โดยระบุว่า กำลังทบทวนความต้องการด้านกำลังคนใหม่ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน เอไอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียว บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อวางตำแหน่งบริษัทให้พร้อมสำหรับอนาคต 

ทั้งนี้ แม้จะมีการเลิกจ้าง แต่บริษัทยังคงมีตำแหน่งงานด้านไอทีที่เปิดรับอยู่ราว 80 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งด้านเอไอ มอเตอร์สปอร์ต และยานยนต์ไร้คนขับ

คอยน์เบส (Coinbase) — 5 พฤษภาคม 2569

ตลาดซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีคอยน์เบสประกาศเลิกจ้างพนักงานประมาณ 700 คน หรือคิดเป็น 14% ของพนักงานทั้งหมด โดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพด้านเอไอ 

บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรให้แบนราบลงเหลือเพียง 5 ชั้นบริหารต่ำกว่าระดับซีอีโอและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และระบุว่าจะทดลองใช้รูปแบบทีมคนเดียวที่รวมงานวิศวกรรม ออกแบบ และผลิตภัณฑ์ไว้ในคนคนเดียว 

ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) ซีอีโอ เขียนว่า เอไอได้เปลี่ยนแปลงจังหวะการทำงานอย่างมาก โดยกล่าวว่า วิศวกรใช้เอไอในการส่งมอบงานภายในไม่กี่วัน ในขณะที่แต่ก่อนต้องใช้ทีมงานทั้งทีมทำงานหลายสัปดาห์ และบริษัทจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเอไอในทุกแง่มุมของงานที่เราทำ

เพย์พาล (PayPal) — 5 พฤษภาคม 2569

เพย์พาลประกาศแผนตัดพนักงานราว 20% ของทั้งหมด หรือมากกว่า 4,500 ตำแหน่ง ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ฟื้นฟูองค์กรที่เน้นการนำเอไอมาใช้และการทำให้โครงสร้างองค์กรเรียบง่ายขึ้น 

เอนริเก โลเรส (Enrique Lores) ซีอีโอ บอกกับนักลงทุนว่าบริษัทจะนำเอไอมาใช้อย่างเข้มข้นในกระบวนการพัฒนาต่างๆ และได้จัดตั้งทีมใหม่ชื่อ “ทีมปรับเปลี่ยนสู่เอไอและการทำให้เรียบง่าย” ซึ่งรายงานตรงต่อตัวเขาเอง โดยมีหน้าที่ออกแบบกระบวนการทำงานของบริษัทใหม่ทีละฟังก์ชัน 

โลเรสอธิบายว่า การเลิกจ้างครั้งนี้คือการลดชั้นโครงสร้างองค์กรลง และระบุว่าเอไอจะขยายบทบาทไปไกลกว่าแค่งานเขียนโค้ด ครอบคลุมไปถึงงานบริการลูกค้า งานสนับสนุนการปฏิบัติการ และการบริหารความเสี่ยงด้วย

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) — เมษายนถึงพฤษภาคม 2569

ไมโครซอฟท์เสนอโครงการซื้อคืนสัญญาจ้าง ในรูปแบบการลาออกโดยสมัครใจ โดยไม่เปิดเผยตัวเลขจำนวนพนักงานที่จะได้รับผลกระทบ

เอมี ฮู้ด (Amy Hood) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่าจำนวนพนักงานรวมของบริษัทลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสที่ 3 ของปีงบการเงิน และคาดว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทมุ่งเน้นไปที่การสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูงและทำงานได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว ท่ามกลางการลงทุนด้านเอไอที่เพิ่มขึ้น

สแนป (Snap) — 16 เมษายน 2569

สแนปเลิกจ้างพนักงานประจำทั่วโลกไปราว 16% หรือประมาณ 1,000 คน และปิดตำแหน่งงานที่เปิดรับอยู่กว่า 300 ตำแหน่ง โดยเอวาน สปีเกล (Evan Spiegel) ซีอีโอ ระบุว่าความก้าวหน้าของเอไอเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้ ในบันทึกที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) 

สปีเกลเขียนว่า “ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ทีมงานของเราลดงานที่ต้องทำซ้ำ เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน และให้บริการผู้ใช้งาน พันธมิตร และผู้ลงโฆษณาได้ดียิ่งขึ้น”

บริษัทระบุว่า ได้เห็นทีมงานขนาดเล็กใช้เครื่องมือเอไอผลักดันความก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้ง Snapchat+ ประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มโฆษณา และประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน

ไอบีเอ็ม (IBM) — ทยอยตลอดปี 2569

ระหว่างการเลิกจ้างในไตรมาส 4 ปี 2568 และการลดกำลังคนในฝ่ายวิศวกรรมของ Red Hat เมื่อเดือนเมษายน 2569 ตัวเลขประมาณการอยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 9,000 ตำแหน่งงานในสหรัฐที่ถูกตัดออกไป ทำให้ยอดรวมสะสมของไอบีเอ็มนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 สูงกว่า 15,000 ตำแหน่ง 

ไอบีเอ็มมีแผนเพิ่มการจ้างงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐขึ้นเป็น 3 เท่าสำหรับตำแหน่งด้านเอไอและระบบคลาวด์แบบไฮบริด แม้ว่าตำแหน่งงานด้านทรัพยากรบุคคลราว 200 ตำแหน่งจะถูกแทนที่ด้วยเอเจนต์เอไอไปแล้วก็ตาม 

โฆษกของไอบีเอ็มอธิบายการเลิกจ้างรอบไตรมาส 4 ปี 2568 ว่าเป็นการปรับสมดุลตามปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหลักเดียวในระดับต่ำของพนักงานทั่วโลก

แอตลาสเซียน (Atlassian) — 11 มีนาคม 2569

แอตลาสเซียนตัดตำแหน่งงานไปราว 1,600 ตำแหน่ง คิดเป็น 10% ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับสมดุลไปสู่ด้านเอไอและการขายในกลุ่มลูกค้าองค์กร แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทจะปรับตัวขึ้นเกือบ 2% หลังข่าวนี้ก็ตาม 

ไมค์ แคนนอน-บรูกส์ (Mike Cannon-Brookes) ซีอีโอ กล่าวว่า “แนวทางของเราไม่ใช่เอไอมาแทนที่คน แต่การแสร้งทำเป็นว่าเอไอไม่ได้เปลี่ยนแปลงสัดส่วนทักษะที่เราต้องการ หรือนวนตำแหน่งงานที่จำเป็นในบางพื้นที่นั้นคงไม่ตรงกับความจริง มันเปลี่ยนแปลงจริงๆ”

เดลล์ (Dell) — 30 มกราคม 2569 (เปิดเผยในเดือนมีนาคม 2569)

จำนวนพนักงานทั้งหมดของเดลล์ลดลงราว 10% ในปีงบการเงิน 2569 หรือคิดเป็นประมาณ 11,000 ตำแหน่ง เหลือพนักงานราว 97,000 คน จากเดิม 108,000 คนในปีก่อนหน้า โดยบริษัทใช้เงินไปกับค่าชดเชยการเลิกจ้างสูงถึง 569 ล้านดอลลาร์ 

การเลิกจ้างครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เดลล์คาดการณ์ว่ารายได้จากเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับให้เหมาะกับเอไอ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปีงบการเงิน 2570

บล็อก (Block) — 26-27 กุมภาพันธ์ 2569

บริษัทบล็อกของแจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) เลิกจ้างพนักงานไป 4,000 คน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด ทำให้เหลือพนักงานต่ำกว่า 6,000 คน จากเดิมที่มีมากกว่า 10,000 คน 

ดอร์ซีย์เขียนบนแพลตฟอร์ม X ว่า “เรากำลังเห็นแล้วว่าเครื่องมือด้านปัญญาที่เรากำลังสร้างและใช้งานอยู่ ควบคู่ไปกับทีมงานที่เล็กลงและมีโครงสร้างแบนราบมากขึ้น กำลังเปิดทางให้เกิดวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงความหมายของการสร้างและบริหารบริษัทไปโดยพื้นฐาน” 

เขากล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าบริษัทส่วนใหญ่มาช้าไปแล้ว ภายในปีหน้า ผมเชื่อว่าบริษัทส่วนใหญ่จะได้ข้อสรุปเดียวกันและปรับเปลี่ยนโครงสร้างในลักษณะที่คล้ายกัน”

เซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) — 10 กุมภาพันธ์ 2569

เซลส์ฟอร์ซเลิกจ้างพนักงานไปน้อยกว่า 1,000 คน ครอบคลุมฝ่ายการตลาด ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล และหน่วยงานเอไอ Agentforce ของบริษัท

บริษัทให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องด้วยประโยชน์และประสิทธิภาพของ Agentforce เราจึงเห็นจำนวนเคสการซัพพอร์ตที่เราต้องจัดการลดลง และเราไม่จำเป็นต้องรับพนักงานซัพพอร์ตเพิ่มเข้ามาทดแทนตำแหน่งที่ว่างอย่างจริงจังอีกต่อไป

ทั้งนี้ การเลิกจ้างรอบนี้เกิดขึ้นตามหลังการตัดตำแหน่งงานฝ่ายบริการลูกค้าไปแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ทำให้ทีมนี้เหลือพนักงานจากเดิมราว 9,000 คน ลดลงเหลือ 5,000 คน โดยมาร์ก เบนิออฟ (Marc Benioff) ซีอีโอ กล่าวว่าบริษัทต้องการหัวคนน้อยลง เพราะเอเจนต์เอไอสามารถทำงานแทนได้แล้ว

อเมซอน (Amazon) — 28 มกราคม 2569

อเมซอนเลิกจ้างพนักงานฝ่ายบริหารไป 16,000 คน ต่อเนื่องจากการเลิกจ้าง 14,000 คนเมื่อเดือนตุลาคม 2568 รวมเป็นการตัดพนักงานฝ่ายบริหารไปแล้วราว 9% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน บริษัทระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรของเราด้วยการลดจำนวนชั้นการบริหาร เพิ่มความรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของงาน และขจัดระบบราชการภายในองค์กร 

ทั้งนี้ แอนดี แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอ เคยกล่าวไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ว่า “เมื่อเรานำเอไอเชิงสร้างสรรค์และเอเจนต์มาใช้มากขึ้น มันควรจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเรา เราจะต้องการคนน้อยลงในการทำงานบางอย่างที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคาดว่าสิ่งนี้จะทำให้พนักงานฝ่ายบริหารโดยรวมของเราลดลง เนื่องจากเราได้รับประโยชน์ด้านประสิทธิภาพจากการใช้เอไออย่างกว้างขวางทั่วทั้งบริษัท”

การ์ทเนอร์ชี้ เลิกจ้างเพื่อเอไอ ไม่ได้แปลว่าได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

ในเดือนพฤษภาคม 2569 บริษัทวิจัยและที่ปรึกษา การ์ทเนอร์ (Gartner) ได้เผยแพร่ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูง 350 คนจากบริษัทที่มีรายได้อย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และกำลังทดลองหรือใช้งานเอเจนต์เอไอ ระบบอัตโนมัติ หรือเทคโนโลยีอิสระอยู่แล้ว 

ผลสำรวจพบว่า 80% ของบริษัทเหล่านี้รายงานว่า ได้ลดจำนวนพนักงานลง บางแห่งลดมากถึง 20% บริษัทที่ลดพนักงานมากที่สุดกลับมีผลตอบแทนทางการเงินใกล้เคียงกับบริษัทที่ลดพนักงานน้อยที่สุด และในหลายกรณี บริษัทที่ลดคนน้อยกว่ากลับทำผลงานได้ดีกว่า

เฮเลน โปเตอวิน (Helen Poitevin) รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ ผู้นำการศึกษาครั้งนี้ อธิบายว่า ผู้บริหารจำนวนมากใช้การเลิกจ้างเป็นเครื่องมือแสดงผลตอบแทนจากเอไอในระยะสั้น แต่แนวคิดเช่นนี้คลาดเคลื่อน เพราะการลดพนักงานอาจสร้างพื้นที่ในงบประมาณได้ก็จริง แต่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่แท้จริงตามมาด้วย 

บริษัทที่ได้ผลตอบแทนดีขึ้นจริงๆ กลับเป็นบริษัทที่ไม่ได้ตัดความจำเป็นของคนออกไป แต่ลงทุนเพิ่มในทักษะ ตำแหน่งงาน และรูปแบบการดำเนินงานที่ทำให้คนสามารถกำกับดูแลและขยายขนาดของระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลการศึกษานี้ยังสอดคล้องกับกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงหลายกรณีในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น บริษัทฟินเทคสัญชาติสวีเดนที่เคยแทนที่พนักงานฝ่ายบริการลูกค้าด้วยเอไอไปกว่า 700 ตำแหน่ง แต่เมื่อพบว่าคุณภาพบริการลดลงก็ต้องกลับมาจ้างพนักงานเพิ่มอีกครั้ง

เช่นเดียวกับไอบีเอ็มที่เคยใช้ระบบอัตโนมัติแทนงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลไปเป็นจำนวนมาก แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางกลับมาเมื่อระบบไม่สามารถจัดการงานที่ต้องใช้วิจารณญาณได้ 

ส่วนธนาคาร Commonwealth Bank of Australia ก็เคยยกเลิกการเลิกจ้างพนักงาน 45 ตำแหน่งที่เคยตัดออกไปด้วยเหตุผลเรื่องเอไอ หลังพบว่าตำแหน่งเหล่านั้นไม่ได้ซ้ำซ้อนอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก

ทั้งนี้ การ์ทเนอร์ยังคาดการณ์ไปไกลกว่านั้นว่า ภายในปี 2570 บริษัทราวครึ่งหนึ่งที่เคยลดพนักงานโดยอ้างเหตุผลเรื่องเอไอ จะต้องกลับมาจ้างงานตำแหน่งเดิมใหม่ภายใต้ชื่อตำแหน่งที่เปลี่ยนไป

ไทยเป็นอย่างไร?

สำหรับภูมิภาคเอเชีย ผลสำรวจของ ManpowerGroup ประจำปี 2569 พบว่า นายจ้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางถึง 71% กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยเฉพาะทักษะด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดลเอไอ ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในทักษะที่หายากที่สุดในตลาดแรงงานปัจจุบัน

สะท้อนภาพที่ย้อนแย้งกันในตัวเอง คือฝั่งหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีกำลังปลดคนออก แต่อีกฝั่งกลับขาดแคลนคนที่มีทักษะเอไอโดยตรง

ในส่วนของประเทศไทย แม้จะไม่ปรากฏชื่อในรายชื่อบริษัทที่เลิกจ้างโดยตรง แต่นักวิชาการด้านแรงงานก็เริ่มแสดงความกังวลต่อผลกระทบทางอ้อมที่อาจตามมา 

รองศาสตราจารย์ ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานและแรงงานข้ามชาติ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยรัฐว่า แรงงานไทยกำลังเผชิญ “ศึก 2 ด้าน” ไปพร้อมกัน ทั้งภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากเอไอที่กำลังเข้ามาแย่งงานในหลายภาคส่วน

โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปีที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจเติบโตช้าลงต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้การผลักดันปรับขึ้นค่าจ้างยิ่งเป็นไปได้ยากกว่าเดิม

สื่อไทยหลายสำนักได้ตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์นี้ในทำนองเดียวกับสื่อต่างประเทศ สำนักข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า หลายบริษัทยอมรับตรงๆ ว่า เครื่องมือเอไอสามารถทำงานแทนพนักงานบางส่วนได้แล้วจริง ดังนั้น ภาพรวมของคลื่นเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปี 2569 จึงมีความซับซ้อนมากกว่าการมองว่า “เอไอแย่งงานคน” อย่างตรงไปตรงมา 

ข้อมูลจากบริษัทต่างๆ เสียงวิพากษ์จากผู้บริหารวงการเทคโนโลยี งานวิจัยของการ์ทเนอร์ที่ชี้ว่า การเลิกจ้างไม่ได้แปลว่าได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นเสมอไป 

กรณีตัวอย่างที่บริษัทต้องกลับมาจ้างพนักงานใหม่หลังพบว่าเอไอยังทำงานแทนคนไม่ได้จริง ล้วนชี้ให้เห็นว่า เหตุผลเบื้องหลังการเลิกจ้างแต่ละครั้งมีทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเอไอโดยตรง และปัจจัยอื่นๆ ที่ปะปนกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาจ้างงานเกินความจำเป็นในยุคโควิด แรงกดดันด้านต้นทุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอ หรือกลยุทธ์การสื่อสารกับนักลงทุนที่ต้องการเห็นบริษัทเทคโนโลยีก้าวทันเอไอ

สิ่งที่ชัดเจนคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพนักงานหลักแสนคนทั่วโลกนั้นเป็นเรื่องจริง และแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีท่าทีชะลอตัวลงในระยะสั้น ขณะที่กรอบกฎหมายและนโยบายรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นในหลายประเทศ รวมถึงยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดว่าท้ายที่สุดแล้ว เอไอจะเป็นตัวแปรที่ลดจำนวนงานลงอย่างถาวร หรือเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านที่ตลาดแรงงานจะปรับตัวและสร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทนในท้ายที่สุด

 

อ้างอิง: TechCrunchChallengerSkillSyncerGulf NewsGartnerไทยรัฐ และ Thai PBS