วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

“กับดัก” เลิกจ้างเพราะ AI จะไปต่อกันอย่างไรดี

สวัสดีครับ

ในยุคที่คนทำงานเริ่มหวั่นไหวกับข่าว “Layoff” หรือปลดพนักงานในองค์กรระดับโลกหลายแห่ง พร้อมๆ กับการรับรู้ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แบบสามารถแทนที่มนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง

บริษัทเทคโนโลยี (Tech Sector) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีการปลดพนักงานจำนวนมหาศาลในช่วงปีที่ผ่านมา โดย Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกได้ประกาศปรับลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนำงบประมาณไปใช้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ขณะที่ธนาคารอย่างยักษ์ใหญ่ อาทิ Citigroup ยังคงเดินหน้าตามแผนการปรับโครงสร้างองค์กรที่ประกาศไว้ โดยมีเป้าหมายการลดพนักงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 20,000 คน ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและใช้ระบบอัตโนมัติในการปฏิบัติงาน

ดูเหมือนว่าโลกกำลังเดินไปทางนี้แบบฉุดไม่อยู่แล้ว กลับมีคำถามที่น่าสนใจเกิดขึ้นว่าการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากดังกล่าวซึ่งอีกนัยหนึ่งเป็นการลดกำลังซื้อของผู้บริโภคด้วย จะส่งผลกระทบย้อนกลับไปยังเศรษฐกิจภาพรวมอย่างไร และจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

จากข้อมูลของ Microsoft ในงาน AI Tour Bangkok ชี้ว่าการเติบโตของผู้ใช้งาน AI ของไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากเกาหลีใต้  โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มคนทำงานในไทยที่ใช้ AI มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.4 จากเดิมร้อยละ 9.1 จากข้อมูลปีที่แล้ว ซึ่งชี้ว่าคนไทยเริ่มรับ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานมากขึ้น แต่ AI จะมาแทนที่คนได้อย่างยั่งยืนจริงหรือ เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลจากงานวิจัยของคุณ Brett Hemenway Falk จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและคุณ Gerry Tsoukalas จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชื่อว่า “The AI Layoff Trap” หรือ “กับดักการเลิกจ้างคนเพราะ AI” ได้ให้ข้อมูลที่ชวนคิดไม่น้อยครับ

ในงานวิจัยนี้ยกแนวคิดที่ชื่อว่า “Demand Externality” กล่าวคือเมื่อองค์กรหนึ่งตัดสินใจนำ AI มาทดแทนแรงงานมนุษย์ จริงอยู่ที่องค์กรนั้นจะได้รับผลประโยชน์จากการลดต้นทุนค่าจ้าง อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเลิกจ้างพนักงาน พนักงานที่ถูกเลิกจ้างนั้นจะขาดรายได้ทันทีและจะส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจจะหายไป เมื่อบริษัทแต่ละแห่งต่างเดินหน้าใช้ AI ที่นับวันจะล้ำหน้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีความหมายว่ากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจจะค่อยๆ ลดลง และเมื่อเงินที่ “หมุน” ในระบบธุรกิจลดลง ผลกระทบจะ “วน” กลับมาส่งผลต่อบริษัทที่นำ AI มาใช้แทนคนทางใดทางหนึ่ง

แล้วจะบรรเทาผลกระทบอย่างไร? นอกจากให้คนไปฝึกฝนทักษะใหม่ (Upskills) หรือการกำหนดแนวคิดการให้เงินสนับสนุนแบบถ้วนหน้า (Universal Basic Income - UBI) ที่รัฐบาลจ่ายเงินสดให้แก่พลเมืองทุกคนอย่างต่อเนื่องแล้ว มีทางอื่นๆ อีกหรือไม่ งานวิจัยได้เสนอมุมมองว่าจะต้องทำให้กระบวนการที่ว่านี้ “ช้าลง” เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจปรับตัว และอาจต้องอาศัยกลไกที่มุ่งไปยังด้าน “แรงจูงใจ” ขององค์กร เช่น การเก็บภาษีจากการใช้ระบบอัตโนมัติ (Pigouvian Automation Tax) เพื่อรักษาสมดุลของระบบเศรษฐกิจ

ซึ่งแนวคิดการเพิ่มภาษีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการสร้างดุลยภาคทางเศรษฐศาสตร์ที่กระตุ้นให้กิจกรรมบางอย่างลดลง ที่เราคุ้นเคยกันดี คือ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่มุ่งให้อุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในบริบทนี้ การเก็บภาษีจะสะท้อนให้เห็นถึง “ต้นทุนทางสังคม” จากอุปสงค์ที่หายไป เพื่อให้องค์กรชะลอการทดแทนแรงงานมนุษย์ด้วย AI ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม (Socially Optimal Level) ซึ่งรายได้จากภาษีส่วนนี้อาจนำไปจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการเพิ่มทักษะแรงงานเพื่อรองรับ AI หรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เน้นการใช้มนุษย์ควบคู่กับเทคโนโลยี (Human-AI Augmentation) เป็นต้น

แนวคิดเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ แต่ต้องไม่ลืมพิจารณานโยบายการเก็บภาษีดังกล่าวให้รอบด้านหากมีการนำมาใช้จริง ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกในสัดส่วนที่สูง ผนวกกับปัญหาหนี้ครัวเรือน และประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย การนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการปฏิบัติงานที่เร็วจนเกินไปโดยปราศจากมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจทำให้แรงงานบางกลุ่มนั้นปรับตัวไม่ทัน

การป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจมหภาคเผชิญความเปราะบางจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบจากภาคส่วนหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ เช่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการธนาคาร ควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการคลังที่เหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลของกลไกตลาด และลดผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงกว้าง โดยภาครัฐอาจยกระดับบทบาทด้านการให้การสนับสนุนและเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีสำหรับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตของแรงงานของหน่วยงานภาคเอกชน

ภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งลดต้นทุนระยะสั้นไปสู่การรักษาความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยอาจร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในอนาคต พัฒนาพนักงานภายในองค์กร พร้อมขยายโอกาสในการพัฒนาทักษะไปยังคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ภาคการธนาคารสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเงินทุนเข้ากับการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและพัฒนาทุนมนุษย์ และที่สำคัญ แรงงานต้องพัฒนาตัวเองให้ทันเพื่อให้หลุดจาก “กับดัก” การเลิกจ้าง พร้อมเติบโตไปกับแนวโน้มโลกนี้ร่วมกันครับ