วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม 2569

Login
Login

Ericsson เผยยอดผู้ใช้ 5G ทั่วโลก ทะลุ 3 พันล้านราย ไทยลุ้นแตะ 93 ล้านราย ปี 74

อีริคสัน (Ericsson) เผยแพร่รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเดือนมิถุนายน โดยระบุว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 162 ล้านราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ใช้งานอยู่ที่ 3.1 พันล้านราย 

ขณะที่โครงสร้างการใช้งานดาต้าบนเครือข่ายมือถือเริ่มเปลี่ยนทิศทาง โดยปริมาณความคับคั่งของการรับ-ส่งข้อมูลแบบ Uplink หรือการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ขึ้นไปยังเครือข่าย กำลังเติบโตเร็วกว่าการรับข้อมูลแบบ Downlink ในผู้ให้บริการหลายราย และในบางกรณีก็เติบโตเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ยอดผู้ใช้ 5G ทั่วโลก แตะ 3.1 พันล้านราย ในไตรมาสแรกปี 2569

รายงานอธิบายว่า เฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีผู้ใช้บริการ 5G รายใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลกถึง 162 ล้านราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกพุ่งทะลุหลัก 3 พันล้านราย มาอยู่ที่ 3.1 พันล้านราย 

ทั้งนี้ รายงานฉบับเดือนมิถุนายนยังครอบคลุมช่วงเวลาคาดการณ์เดียวกันกับรายงานฉบับก่อนหน้าที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 คือคาดการณ์ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปี 2574 แต่มีการปรับปรุงข้อมูลทางสถิติและตัวเลขคาดการณ์ให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น

โดยอีริคสันคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2574 ยอดผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะยังเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่รวดเร็ว จนแตะระดับ 6.4 พันล้านราย หรือคิดเป็นมากกว่าสองเท่าของปัจจุบัน ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ 5G เพิ่มสูงถึง 670 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นอัตราการเข้าถึงบริการ 5G ที่มากกว่า 50% ของจำนวนผู้ใช้งานมือถือทั้งหมดในภูมิภาคนี้

ด้านของผู้ให้บริการเครือข่าย ปัจจุบันมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารราว 390 รายทั่วโลกที่เปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์แล้ว โดยในจำนวนนี้มีมากกว่า 90 รายที่เปิดให้บริการ 5G Standalone (SA) หรือเครือข่าย 5G แบบเอกเทศที่ไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน 4G ณ สิ้นปี 2568

สำหรับสัดส่วนการรองรับทราฟฟิกข้อมูลบนมือถือ เครือข่าย 5G ในปัจจุบันรองรับยอดทราฟฟิกดาต้าบนมือถือทั่วโลกรวมกันสูงถึง 48% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 85% ภายในสิ้นปี 2574 โดยภูมิภาคที่คาดว่าจะมีอัตราการใช้งาน 5G ใกล้เคียงหรือสูงกว่า 90% ภายในสิ้นปี 2574 ได้แก่ ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC (Gulf Cooperation Council)

ประเทศไทย คาดยอดผู้ใช้ 5G แตะ 93 ล้านราย ภายในปี 2574

เมื่อโฟกัสมาที่ประเทศไทย รายงานระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนผู้ใช้บริการ 5G ในประเทศไทยอยู่ที่ 33 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 36% ของยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดในประเทศ

และคาดการณ์ว่าภายในปี 2574 ตัวเลขนี้จะเติบโตก้าวกระโดดไปแตะระดับ 93 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92% ของจำนวนผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในประเทศไทย

มร. แอนเดอร์ส เรียน (Anders Rian) ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริโภคข้อมูล ซึ่งถูกขับเคลื่อนผ่านแอปพลิเคชันด้านเอไอ การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ และคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ปัจจัยเหล่านี้กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบทราฟฟิกที่พึ่งพาการส่งข้อมูลแบบ Uplink อย่างมหาศาล 

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า เครือข่ายจำเป็นต้องวิวัฒนาการจากการเชื่อมต่อที่ให้บริการตามความสามารถสูงสุดของระบบโดยไม่มีการรับประกันคุณภาพเฉพาะ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถรองรับการไหลเวียนของข้อมูลประสิทธิภาพสูงได้อย่างต่อเนื่อง

มร. แอนเดอร์ส กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้คือการลงทุนต่อเนื่องในคลื่นความถี่ระดับกลางที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะในย่านความถี่ 3.5 กิกะเฮิรตซ์ ควบคู่ไปกับการเร่งวางระบบ 5G Standalone (SA) 

เนื่องจากความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน ผ่านเทคโนโลยีการแบ่งเครือข่ายเสมือน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการสามารถรับประกันประสิทธิภาพการใช้งานสำหรับแอปพลิเคชันเฉพาะด้านได้ และยังช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ทั้งในกลุ่มบริการสำหรับผู้บริโภคทั่วไปและกลุ่มองค์กรธุรกิจ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอของประเทศไทย

มร. แอนเดอร์ส ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เทคโนโลยี 5G และระบบนิเวศทางเทคโนโลยีต่างๆ พร้อมที่จะปล่อยคลื่นลูกใหม่ของการพัฒนานวัตกรรมในประเทศ โดย 5G Standalone และระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ จะทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมศักยภาพการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย

บริการ Network Slicing เชิงพาณิชย์ขยายตัวต่อเนื่อง

อีกหนึ่งประเด็นที่รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญ คือการเติบโตของบริการ Differentiated Connectivity เชิงพาณิชย์ บนเทคโนโลยี 5G SA Network Slicing จากผู้ให้บริการสื่อสารทั่วโลก ซึ่งเป็นบริการที่สามารถส่งมอบและรับประกันคุณภาพการใช้งานตามรูปแบบเฉพาะด้าน ด้วยการล็อกช่องสัญญาณเครือข่ายไว้สำหรับแอปพลิเคชันนั้นๆ 

โดยพบว่า จำนวนบริการประเภทนี้เพิ่มขึ้นจาก 65 บริการในรายงาน EMR ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็น 84 บริการในทุกภูมิภาคทั่วโลก ตามรายงานฉบับล่าสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริการบนฐาน Differentiated Connectivity กำลังเคลื่อนตัวจากกลุ่มผู้เริ่มใช้งานในระยะแรก ไปสู่การสร้างมูลค่าหลักในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

มร. เอริค เอคุดเดน (Erik Ekudden) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และผู้จัดพิมพ์รายงาน Ericsson Mobility Report ของอีริคสัน กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Physical AI หรือเอไอที่ฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมจริงที่กำลังจะมาถึงนั้น จะทำให้รูปแบบของทราฟฟิกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง 

โดยจะเกิดการขยับจากโมเดลการประมวลผลแบบรวมศูนย์ในดาต้าเซ็นเตอร์ ไปสู่ระบบที่ใช้ AI Agents หรือตัวแทนเอไออัตโนมัติประมวลผลแบบกระจายศูนย์ ซึ่งฝังอยู่ในอุปกรณ์ภายในยานพาหนะและในเมืองต่างๆ โดยอาศัยการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G เป็นหลัก 

ส่งผลให้เครือข่ายมือถือในวันนี้ไม่ใช่แค่การให้บริการเชื่อมต่อทั่วๆ ไปอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันที่หลากหลาย และภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เห็นได้จากการเติบโตต่อเนื่องของบริการเชิงพาณิชย์ใหม่ๆ บนฐาน 5G Standalone Network Slicing และจำนวนผู้ให้บริการสื่อสารที่หันมาวางระบบดังกล่าวมากขึ้น

เอไอผลักดันให้ Uplink โตแรงกว่า Downlink

พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคตามรายงาน พบว่า ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านการสื่อสารส่วนใหญ่ ความคับคั่งของการรับ-ส่งข้อมูลแบบ Uplink เติบโตรวดเร็วกว่า Downlink และในบางกรณีก็เติบโตเร็วกว่า 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากแอปพลิเคชันเพื่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันบนสมาร์ตโฟน การแชร์คอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง และการใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์

จากการวัดผลความคับคั่งบนเครือข่ายของอีริคสัน พบว่าผู้ให้บริการ 43 รายจากทั้งหมด 55 รายที่สำรวจ มีอัตราการเติบโตของ Uplink สูงกว่า Downlink และในจำนวนนี้ มีผู้ให้บริการถึง 17 รายที่ความคับคั่งของ Uplink เติบโตสูงกว่า Downlink ถึง 1.5 เท่า

นอกจากนี้ โมเดลจำลองสถานการณ์ของอีริคสันยังชี้ว่า ปริมาณการใช้งานเอไอที่เพิ่มเข้ามาในอนาคต อาจส่งผลให้ความคับคั่งของการ Uplink ในปี 2574 สูงกว่าระดับในปี 2568 ถึง 3 เท่าตัว หรืออาจมากกว่านั้น

ในภาพรวม ปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายทั้งในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายประจำที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เติบโตขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขนี้สูงเกินกว่าที่อีริคสันเคยคาดการณ์ไว้ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตที่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องในตลาดอินเดียและอเมริกาเหนือ
อุตสาหกรรมเริ่มขยับสู่ 6G คาดเปิดบริการเชิงพาณิชย์ปี 2573

นอกเหนือจากความคืบหน้าด้าน 5G รายงานยังเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี 6G มากขึ้น 

โดยเริ่มมีการหารือด้านข้อกำหนดมาตรฐานกันแล้ว ซึ่งความคาดหวังต่อ 6G ในระยะแรกครอบคลุมถึงการสนับสนุนระบบตรวจจับและการสื่อสารแบบบูรณาการที่ทำให้เครือข่ายสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวได้ในเวลาเดียวกับการสื่อสาร การผสานรวมระหว่างเครือข่ายภาคพื้นดินและเครือข่ายดาวเทียมเพื่อลดช่องว่างของสัญญาณในพื้นที่ห่างไกล 

และการให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด AI-Native 6G หรือเครือข่าย 6G ที่ออกแบบให้มีเอไอเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้น

อีริคสันคาดว่า ข้อกำหนดมาตรฐาน 6G ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในชุดแรกจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2571 หรือช่วงต้นปี 2572 และคาดว่าบริการ 6G เชิงพาณิชย์แรกจะเปิดตัวตามมาในปี 2573 โดยอัตราการนำไปใช้งานจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาคและประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ GCC จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มนำ 6G มาใช้งาน เช่นเดียวกับรูปแบบการเปิดตัวเทคโนโลยี 5G ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน