‘หัวเว่ย’ ชี้กระแส AI ดันความต้องการเครือข่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หนุนอุตสาหกรรมเร่งลงทุน 5G-Advanced พร้อมบริหารจัดการคลื่นความถี่ รองรับแอปพลิเคชัน AI และลดช่องว่างการเข้าถึงดิจิทัล
หยาง เฉาปิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจไอซีที หัวเว่ย เสนอให้มีการบริหารจัดการคลื่นความถี่และการพัฒนาเครือข่าย เพื่อเร่งขยายการใช้งาน 5G-Advanced (5G-A) รองรับแอปพลิเคชัน AI ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้ขยายการเชื่อมต่ออย่างทั่วถึง เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัลในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ
เขาเปิดมุมมองว่า ยุคแห่งความอัจฉริยะกำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว แอปพลิเคชัน AI ใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน
ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมจะร่วมมือกันปลดล็อกศักยภาพของเครือข่าย 5G-A อย่างเต็มที่ เราต้องใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ใหม่ เช่น U6 GHz อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรม พร้อมปูทางสู่การพัฒนา 6G ในอนาคต
เมื่อแอปพลิเคชัน AI เช่น การสร้างวิดีโอจากข้อความ (text-to-video) และการช้อปปิ้งด้วย AI กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น การใช้โทเคนสำหรับการประมวลผล AI ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้โทเคนต่อวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เท่า และแนวโน้มนี้กำลังสร้างโอกาสมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าดังกล่าวยังเผยให้เห็นช่องว่างสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเร่งแก้ไข ประการแรก เครือข่ายจำเป็นต้องพัฒนาจากรูปแบบที่เน้นการรับส่งข้อมูลดาวน์โหลดเป็นหลัก ไปสู่เครือข่ายที่รองรับแบนด์วิดท์ระดับสูงทั้งอัปโหลดและดาวน์โหลด
เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลหลายรูปแบบระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์สำหรับ AI ประการที่สอง เครือข่ายต้องสามารถให้การเชื่อมต่อที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีค่าหน่วงต่ำมาก เพื่อรองรับการทำงานร่วมกันของ AI แบบเรียลไทม์และการตัดสินใจอัจฉริยะ
ขณะเดียวกัน การกำหนดมาตรฐานของ 6G ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดย 3rd Generation Partnership Project (3GPP) คาดว่ามาตรฐานจะยังไม่ถูกกำหนดเสร็จสมบูรณ์ก่อนเดือนมีนาคม 2572
หยาง ระบุว่า ช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ ถือเป็น "หน้าต่างแห่งโอกาส" ที่บริการ AI บนเครือข่ายมือถือจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมสามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ หากผู้ให้บริการเครือข่ายลงทุนใน 5G-A อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยี 5G-A ซึ่งถือเป็นก้าวครึ่งระหว่าง 5G และ 6G กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม โดยสามารถมอบความเร็วอัปโหลดสูงขึ้นถึง 10 เท่า ยกระดับประสบการณ์บริการ AI สนับสนุนเทคโนโลยี IoT รูปแบบใหม่ เช่น RedCap และ Passive IoT รวมถึงนำ AI มาใช้เพิ่มความสามารถของเครือข่ายให้มีความแตกต่างมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน 5G-A ได้เริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ในกว่า 300 เมืองทั่วโลก และกำลังขยายการใช้งานไปยังทุกย่านความถี่ การพัฒนาเครือข่ายให้มีศักยภาพมากขึ้น จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ใหม่และคลื่นที่นำกลับมาใช้งาน โดยเฉพาะในประเทศหรือภูมิภาคที่มีคลื่น C-band จำกัด ซึ่งย่านความถี่ U6 GHz กำลังกลายเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเครือข่าย
อีกประเด็นสำคัญ คือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่อุตสาหกรรมต้องแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงดิจิทัลทั่วโลก ข้อมูลจาก GSMA ระบุว่ายังมีประชากรมากกว่า 300 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายบรอดแบนด์มือถือ แม้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้พยายามอย่างมากในการลดช่องว่างดังกล่าว แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI อาจทำให้ช่องว่างนี้ยิ่งขยายตัว จำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
หวังว่าทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมร่วมมือกันผลักดันการใช้งาน 5G-A เชิงพาณิชย์ในวงกว้าง เพื่อตอบสนองความต้องการจากบริการ AI รุ่นใหม่ และปูทางสู่การพัฒนา 6G ในอนาคต





