‘ติงส์ออนเน็ต-เฟรเกรนท์’ พลิกโฉมธุรกิจด้วย ‘ไอโอที’

‘ติงส์ออนเน็ต-เฟรเกรนท์’ พลิกโฉมธุรกิจด้วย ‘ไอโอที’

อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือ ไอโอที เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีพลังเปลี่ยนโลกได้ โดยเฉพาะยุคแห่งดิจิทัลที่การเชื่อมต่อแบบไร้สาย สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ธุรกิจ ผลักดันให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ แบบไร้พรมแดน...

ปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชั่นไอโอทีครบวงจร กล่าวว่า การพัฒนาปรับใช้เทคโนโลยีไอโอทีในประเทศไทยมีการขยายตัวมากขึ้นต่อเนื่อง

ภายใต้เป้าหมายหลักคือ อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน เอื้อให้ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ คาดว่าตลาดไอทีโอประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวไม่น้อยกว่า 27% ต่อปี รับปัจจัยการเติบโตของอินเทอร์เน็ต ดีไวซ์ และการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม

นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าตลาดจะเติบโตได้ถึง 40% โดยเฉพาะรูปแบบบีทูบี โครงการที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทบิลดิ้ง สมาร์ทฟาร์มมิง สมาร์ทซิตี้ และโลจิสติกส์ แม้การมาของโควิดจะส่งผลให้ลูกค้าชะลอการลงทุนไปบ้าง ทว่าอีกทางหนึ่งเพิ่มความต้องลงทุนไอทีเพื่อยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจสำหรับหลายๆ องค์กรธุรกิจ

“ตลาดไอโอทีมีศักยภาพที่จะเติบโตไปได้อีกไกล ขณะนี้มุมของเทคโนโลยีนับว่ามีความพร้อมอยู่แล้ว และพบว่ามีการใช้งานที่มากขึ้นตามลำดับ โดยสเตจแรกนี้เป็นการลงทุนเทคโนโลยีและเก็บข้อมูล ส่วนต่อไปจะมีการขยายการใช้งานไปครอบคลุมหลากหลายดีไวซ์ พัฒนาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ และต่อไปจะได้เห็นการใช้งานที่เป็นอัจฉริยะทั้งหมด”

ข้อมูลโดยแมคคินซี่แอนด์คอมพานีระบุว่า การนำไอโอทีไปใช้จะกลายเป็นคลื่นลูกถัดไปของการใช้เซ็นเซอร์ เพื่อช่วยยกระดับการใช้ชีวิต และปฏิรูปอุตสาหกรรมต่างๆ สู่ความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น 

สำหรับ ติงส์ ออน เน็ต กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้า ติดตั้งเสาสัญญาณครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย นำเสนอโซลูชั่นครบวงจร ทำงานร่วมกับพันธมิตร พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ที่ผ่านมามียูสเคสที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ

“หลังจากนี้เราจะยังคงเพิ่มการประชาสัมพันธ์ คาปาซิตี้ พัฒนาโซลูชั่นเจาะรายอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการเพิ่มพันธมิตรช่องทางจำหน่าย มุ่งให้บริการรูปแบบแอสอะเซอร์วิส ทำให้อีโคซิสเต็มส์โดยภาพรวมเติบโตอย่างแข็งแกร่ง”

เทพฤทธิ์ ทิพชัชวาลวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การมาของโควิดทำให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอาคารมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้า ซึ่งในประเด็นนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญในการแก้เพนพอยต์

ที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับใช้เทคโนโลยีไอโอทีอย่างเป็นรูปธรรม มีการติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ใช้ดาต้ามาช่วยบริหารจัดการอาคารแบบคาดการณ์ล่วงหน้า จัดทำสมาร์ทการ์เด้น ตรวจสอบอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ฯลฯ

โดยมีเป้าหมายคือ จะทำให้ทุกอย่างควบคุมด้วยสมาร์ทโซลูชั่นทั้งหมด ลดการทำงานของคน ทั้งหวังว่าในอนาคตจะสามารถลดต้นทุนการบริหารจัดการได้ถึงระดับ 50% ยอมรับว่าในการเปลี่ยนผ่านช่วงระยะเร่ิมต้นมีความยากเสมอ ทว่ามองไปถึงเป้าหมายและความคุ้มค่าในระยะยาว และมีโควิดเข้ามาเร่งให้การเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้น

เฟรเกรนท์ฯ เพิ่มงบการลงทุนไอทีรวมถึงสมาร์ทบิลดิ้งมากขึ้นต่อเนื่อง โดยระยะแรกจะเน้นไปที่โครงการระดับกลางถึงบนก่อน เช่นที่ เซอร์เคิล สุขุมวิท 31 และหวังว่าการให้ความสำคัญในส่วนนี้จะมีส่วนช่วยสร้างจุดต่างธุรกิจ เพิ่มจุดแข็งในการแข่งขันอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

“ยุคนี้คอนโดที่หรูหราอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ ต้องมาพร้อมกับการเติมเต็มคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ เราเองได้นำโซลูชั่นไอโอทีมาช่วยบริหารจัดการโครงการ ช่วยลดค่าใช้จ่ายการดูแลอาคาร ป้องกันความเสียหาย เพิ่มความปลอดภัย และประสบการณ์ความสะดวกสบายให้กับลูกค้า”