วิเคราะห์โซเชียลการเมือง พรรคแห่ใช้ “X” สื่อสารนโยบายชูศก. เจาะคนวัยทำงาน

RealWatch Lab เผยผลวิเคราะห์การหาเสียงของพรรคการเมืองไทย พบ “X” ถูกใช้มากที่สุด แซงเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก สอดคล้องการเข้าถึงคนวัย 18-34 ปี ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ–แก้หนี้–กระตุ้นรายได้ กลายเป็นสารหลักตอบโจทย์ความกังวลเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- ผลสำรวจชี้ว่าพรรคการเมืองนิยมใช้แพลตฟอร์ม "X" เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารนโยบายและหาเสียงมากที่สุด (37%) ตามมาด้วยเว็บไซต์ (30%) และ Facebook (22%)
- นโยบายด้าน "เศรษฐกิจ" เป็นประเด็นหลักที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของเนื้อหาทั้งหมด
- การเลือกใช้แพลตฟอร์มและการเน้นนโยบายเศรษฐกิจมีเป้าหมายหลักเพื่อเจาะกลุ่ม "คนวัยทำงาน" โดยเฉพาะช่วงอายุ 18-34 ปี
- การชูนโยบายเศรษฐกิจเพื่อหาเสียงสะท้อนถึงความพยายามตอบโจทย์ปัญหาใหญ่ของประเทศ ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือน รายได้ต่ำ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology เปิดเผยถึงผลสำรวจการใช้แพลตฟอร์มในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่าง วันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า พรรคการเมือง นิยมเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียงผ่านทาง “X” สูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 37%
อันดับ 2 เป็นการใช้ website ทั้งของพรรคและผ่านสื่อมวลชน ในการแถลงนโยบายและหาเสียง คิดเป็นสัดส่วน 30% ถัดมา อันดับ 3 เป็นการใช้ Facebook คิดเป็นสัดส่วน 22% ในขณะที่ YouTube มาเป็นอันดับ 4 คิดเป็นสัดส่วน 5% อันดับ 5 คือ Instagram และ TikTok คิดเป็นสัดส่วนเท่ากันคือ อย่างละ 3% ของการเผยแพร่นโยบายและหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 60 พรรคการเมือง
จากผลการสำรวจพบว่า การใช้ “X” มากสุด จะเน้นที่การสื่อสารแบบ เรียลไทม์ และสร้างเป็นไวรัล ด้วยข้อความสั้นๆ ขณะที่ YouTube ถูกใช้ในกรณี ที่เป็นการปราศรัย ยาว ๆ ในส่วนของ Instagram จะนำเสนอในรูปแบบของกราฟฟิค เป็นหลัก
“เศรษฐกิจ” เป็นประเด็นหลัก ในการหาเสียง
ส่วนประเด็นที่นำมาใช้ ในการหาเสียงผ่านสังคมออนไลน์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายด้านเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วน 50% ของนโยบายที่หาเสียง ผ่าน Social Media ทั้งหมด โดยประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีการพูดถึง มีทั้ง นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง นโยบายช่วยภาคเกษตรกรรม การพักหนี้ การแก้หนี้ครัวเรือน ไปจนถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น
ประเด็นถัดมาเป็น นโยบายด้านสังคม คิดเป็นสัดส่วน 20% ได้แก่ประเด็นเรื่อง สวัสดิการผู้สูงอายุ ลดความเหลื่อมล้ำ คิดเป็นสัดส่วน 20%
ในขณะที่อันดับ 3 มี 3 ประเด็นที่มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10% ได้แก่
- นโยบายด้านสุขภาพ ทั้ง ด้านสาธารณสุข และ การให้บริการทางการแพทย์,
- นโยบายด้านความมั่นคง ทั้งการปฏิรูปกองทัพ นโยบายด้านชายแดน
- นโยบายด้านการเมือง เช่น การปราบคอร์รัปชัน การต่อต้านทุจริต โดยทั้งด้านสาธารณสุข ความมั่นคง และ ด้านการเมือง มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10%
การนำนโยบายเศรษฐกิจ มาเป็นแกนหลักในการหาเสียง สะท้อนถึง ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่เผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และ การที่ประเทศไทยเผชิญกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3% ภาคประชาชนมีปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ความสามารถในการสร้างรายได้ต่ำ ทำให้นโยบายในการแก้ไขปัญหา
ประเด็นเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นหลัก เพื่อตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็น คนในวัยทำงานอายุ 18-34 ปี สะท้อนจากแพลตฟอร์ม ที่พรรคการเมืองเลือกใช้เป็นหลัก 3 อันดับแรก อย่าง แพลตฟอร์ม “X” “Website” และ “Facebook”
จากรายงานของ Hootsuite Thailand 2025 แพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลมีเดียชั้นนำระดับโลก สัญชาติแคนาดา ชี้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดย X เป็นแพลตฟอร์มที่มีความแข็งแกร่งในกลุ่ม คนรุ่นใหม่ (Gen Z, Millennial) โดยเฉพาะช่วง 18-34 ปี (กลุ่มกำลังซื้อสูง และต้องการความบันเทิง/ข่าวสาร) และ Gen X (45-60 ปี) ที่เป็นกำลังซื้อหลักและมีอำนาจตัดสินใจ โดย X เน้นการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและหลากหลายแพลตฟอร์ม
ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของ Facebook ยังคงเป็นวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง (อายุ 25-34 ปี) มีการเข้าถึงโฆษณาสูงสุด เช่นเดียวกับ YouTube และ TikTok ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มอายุ 25-34 ปี Instagram มีผู้ใช้หลัก 18-34 ปี







