'ปี 60 คนส่วนใหญ่มองว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่มีผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด รองลงมาคือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ และโซเชียล'
อุตสาหกรรมไอทีปี 2560 มีสิ่งที่น่า “ลุ้น” และ น่า “จับตา” มากมาย จากเทคโนโลยีที่ไหลบ่าต่อเนื่อง ส่งสัญญาณที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ความเป็น “ดิจิทัล” ที่พูดกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จะเห็นเด่นชัดเจนในแบบที่กลายเป็น “รายได้หลัก” ของธุรกิจในแบบไร้ข้อสงสัย ความเสมือนจริง ความที่เป็นยิ่งกว่า “เรียลไทม์” กำลังจะเกิิดขึ้น นับจากนี้...
“ไอดีซี” บริษัทวิจัยรายใหญ่ เผยคาดการณ์ 10 อันดับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในไทยในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเทรนด์แรกที่จะเกิดขึ้น คือ
1. รุ่งอรุณใหม่ของเศรษฐกิจ กำลังจะเกิดขึ้นจริงในไทย โดยภายในปี 2563 ราว 30% ขององค์กรขนาดใหญ่เริ่มมองว่าธุรกิจจะเดินหน้าได้อย่างราบรื่นนั้นจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ใหม่ๆในรูปแบบดิจิทัล และจะเห็นการปรับตัวที่ทุกบริษัทไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจใดกลายเป็น “เทคคอมพานี” ที่นำเทคโนโลยีมาพัฒนาปรับปรุงธุรกิจของตัวเอง
2. รายได้เชิงดิจิทัล ซึ่งไอดีซีคาดการณ์ว่าภายในปี 2562 ราว 25% ของโปรเจคไอทีต่างๆจะเริ่มสร้างบริการดิจิทัลในรูปแบบใหม่ๆ และรายได้ที่กลายเป็นแหล่งทำเงินใหม่ให้กับองค์กร โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวของธุรกิจให้เป็นดิจิทัล (ดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่น) และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาล รวมถึงการมี “ข้อมูล” เป็นทรัพย์สินสำคัญอีกอย่างขององค์กรไม่ต่างกับทรัพย์สินอื่นๆที่จับต้องได้ และข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้บริษัทสร้างรายได้ใหม่ๆ
3. การสนับสนุนในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งไอดีซีคาดว่าในปี 2561 ราว 60% ของการให้บริการลูกค้าหลังการขายจะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบให้อยู่ในรูปของบริการดิจิทัล และให้บริการเป็นชุมชนออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่พบว่า ปัจจุบันมีประชากรใช้สื่อโซเชียล มีเดียต่างๆมากกว่า 40 ล้านคน และใช้งานกันเฉลี่ยเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน
4. การตลาดแบบล้ำลึกสมจริงมากขึ้น (Immersive Interface) โดยในปี 2561 ราว 30% ของบริษัทที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค เช่น สถาบันการเงิน ธุรกิจค้าปลีกต่างๆจะเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง “ออคเมนเต็ด เรียลริตี้” และ “เวอร์ชวล เรียลิตี้” เข้ามาผสมผสานกับการทำการตลาดแบบเดิมเพื่อสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งแรงผลักดันส่วนหนึ่งมาจากแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะเริ่มเบื่อกับการตลาดแบบเดิมๆดผ่านช่องทางมือถือหรือเว็บ
5.การเติบโตของอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งคาดการณ์ที่ไอดีซีมองว่าเป็นไฮไลต์สคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 โดยเฉพาะเทคโนโลยีประเภทรถยนต์อัจฉริยะ, ระบบเก็บข้อมูลประกันภัย, ข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคล และระบบอาคารอัจฉริยะ จะเป็นกลุ่มตัวอย่างสำคัญที่เริ่มมีการใช้งานแพร่หลายและกระตุ้นความสนใจใหักับภาคธุรกิจต่างๆในไทย เพื่อนำมาเพิ่มโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจ ตลอดจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
โดยผลสำรวจการลงทุนเทคโนโลยีขององค์กรต่างๆพบว่า ในปี 2560 ส่วนใหญ่หรือ 54% มองว่า “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่มีผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด รองลงมาคือ “อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์” 48% และ “โซเชียล” 30%
6. รถยนต์อัจฉริยะ เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไอดีซีคาดการณ์ว่า ในปี 2562 ราว 25% ของรถยนต์จะสามารถสื่อสารข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกบริการซ่อมแซม ซึ่งแต่เดิมผู้ใช้งานต้องโทรหาศูนย์หรือเรียกประกันด้วยตัวเอง แต่แนวโน้มของโลกยุคใหม่รถยนต์จะสามารถบริหารจัดการตัวเองได้แบบอัจฉริยะ ซึ่งเบื้องหลังก็คือ การทำงานของระบบเซ็นเซอร์ในตัวรถผสมผสานกับระบบจัดการข้อมูลอัตโนมัติ
7. การปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย (Patient Engagement) จะเริ่มดำเนินการเชิงรุกในการให้บริการผู้ป่วย ซึ่งเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยงานทางการแพทย์มากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีทำให้การรับบริการต่างๆทางการแพทย์สามารถทำได้ผ่านช่องทางใหม่ๆ เช่น ระบบเวอร์ชวล หรือแม้แต่การเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล เช่น การใช้แวร์เอเบิล ดีไวซ์ เพื่อลดปัญหาสุขภาพ และเพิ่มขั้นตอนการรักษาผ่านออนไลน์ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงพยาบาล
8. กลยุทธ์มัลติคลาวด์ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่เริ่มเกิดขึ้นในองค์กรต่างๆ ซึ่งกว่า 55% ของแผนกไอทีในองค์กรขนาดใหญ่มีแผนที่จะใช้สถาปัตยกรรมแบบ “มัลติคลาวด์” ซึ่งเป็นวิธีการจัดการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบต่างๆที่เหมาะสมกับปริมาณงานขององค์กร ส่วนหนึ่งก็เพื่อรองรับการปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นขององค์กรต่างๆ
9. บริการทีวีรูปแบบใหม่ ในแบบ “โอเวอร์ เดอะ ท้อป” ที่้เริ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ในการรับชมทีวีนอกเหนือจากฟรีทีวี หรือระบบทีวีแบบบอกรับสมาชิกทั่วไป และตอบโจทย์การดูทีวีของผู้บริโภคได้มากขึ้น เช่น บริการแอ๊ปเปิ้ล ทีวี ฮุค ไลน์ ทีวี หรือไพร์ไทม์ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตมากขึ้น
และ “โอทีที” ยังถือเป็นคลื่นลูกที่ 3 ของวงการทีวีนับตั้งแต่ยุคคอนเวอร์เจนซ์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต มาจนถึงยุคการจับมือกันให้บริการ
10. คอกนิทีฟ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เริ่มขยับบทบาทมากขึ้นในตลาดไอที ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์มีระบบการคิดที่ฉลาดมากขึ้นเข้ามาประยุกต์เข้ากับระบบการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ ซึ่งไอดีซีคาดการณ์ว่าภายในปี 2562 กว่า 30% ขององค์กรขนาดใหญ่ในไทยจะเริ่มนำเทคโนโลยีคอกนิทีฟ หรือเอไอ เข้ามาช่วยยกระดับการรับมือกับภัยไซเบอร์มากขึ้น
ไทยแลนด์4.0หนุนลงทุน
ในทิศทางที่สอดคล้องกัน สถาบันไอเอ็มซี ประเมินว่า นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนไอทีปี 2560 ในประเทศไทย โดยเทคโนโลยีกระแสหลักที่มาแน่นอนคือ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) คลาวด์คอมพิวติ้ง และบิ๊กดาต้า อนาไลติกส์
ส่วนการลงทุนเพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ทางดิจิทัล หลักๆ จะเป็นเรื่องของดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ฟินเทค พร้อมเพย์ และโมบิลิตี้ คาดด้วยว่าธุรกิจการเงินจะใช้เม็ดเงินลงทุนด้านไอทีสูงมาก ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ที่ตื่นตัวยังมีธุรกิจพลังงาน และโทรคมนาคม
ดังนั้น ภาคธุรกิจจำต้องตระหนักรู้ถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป เพราะอย่างไรก็หนีไม่พ้น หากปรับตัวไม่ได้ก็มิอาจอยู่รอด ขณะเดียวกันการปรับตัวรองรับการพัฒนาสู่ไทยแลนด์ 4.0 องค์กรจำต้องมีความสามารถในสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ เรื่องนี้การนำไอทีมาใช้มีส่วนสำคัญอย่างมาก
คาดไอโอทีไทยโต13%
ไอดีซี ประเมินว่า การใช้งานเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ระหว่างปี 2558 - 2563 ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 13.18% โดยตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตได้เร็วที่สุดคือ การตรวจสอบดูแลสุขภาพ มูลค่า 225 ล้านดอลลาร์ ตลาดที่เติบโตสูงที่สุดคือขนส่งและโลจิสติกส์ มูลค่า 575 ล้านดอลลาร์ ที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือ การบริหารจัดการสำหรับภาคการผลิต 1,313 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีก 2 กลุ่มที่ติดอันดับท็อป 5 คือ สมาร์ทโฮมมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ และการจัดการสินทรัพย์การผลิต 503 ล้านดอลลาร์
ข้อมูลระบุอีกว่า เมื่อถึงปี 2562 ประชากรไทยจะใช้งานอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีไอโอทีเฉลี่ย 2.2 เครื่องต่อคน ส่วนประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกันฟิลิปปินส์ 1.2 เครื่องต่อคน เวียดนาม 1.3 เครื่องต่อคน อินโดนีเซีย 1.5 เครื่องต่อคน มาเลเซียมากกว่าไทยที่ 2.3 เครื่องต่อคน สิงคโปร์ 5.1 เครื่องต่อเครื่อง
ดังนั้น นับได้ว่าโอกาสรออยู่อีกมหาศาลทั้งส่วนของการเชื่อมต่อ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ที่จะทำให้การใช้งานรูปแบบสมาร์ทเกิดขึ้น
ไอดีซีคาดด้วยว่าอีก 12-18 เดือนจากนี้จะได้เห็นบริการใหม่ๆ จากกลุ่มเซอร์วิสโพรไวเดอร์ ขณะที่ ภายใน 5 ปีจากนี้การนำไปใช้งานที่จะเติบโตชัดเจนยังมีที่เกี่ยวกับสมาร์ทคาร์
ปัจจัยที่ผลักดันการเติบโต หลักๆ มาจากการเติบโตที่ก้าวกระโดดของการใช้งานสมาร์ทโฟน โมบิลิตี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนช่วง 5 ปีหลังมานี้ ในมุมมองของภาคธุรกิจไอโอทีกลายเป็นเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงมีแล้วดี แต่จำเป็นต้องมี และจำเป็นต้องหันมาพิจารณาการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม
ทุกวันนี้เริ่มได้เห็นแล้วว่าเข้ามาผสมผสานไปกับทุกบริการที่เกี่ยวกับดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ปัจจัยยังมาจากนำไปใช้เชิงอนาไลติกส์และการวิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ รวมไปถึงการใช้งานในกลุ่มผู้บุกเบิกอย่าง ภาคการผลิต ซึ่งจะมีส่วนสำคัญช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอื่นๆ หันมาใช้ตาม
พร้อมประเมินว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยนับว่ามีความพร้อม จากความครอบคลุมของเทคโนโลยี 3จี 4จี การเติบโตของการใช้งานโมบาย รวมทั้งธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ หากจะให้แพร่หลายมากขึ้นหรือโตเร็ว สำคัญต้องให้ความสำคัญกับประเด็นการบริหารต้นทุน ราคาต้องเหมาะสม ควรมีโปรแกรมทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ เพื่อว่าประโยชน์จะได้เกิดในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม
ไอดีซีแนะ การทำให้ราคาลดลงต้องมีการผลักดันให้มีการลงทุนและผลิตเทคโนโลยีจากภายใน รัฐบาลต้องมีส่วนร่วมสนับสนุน เพื่อทำให้เกิดต้นทุนทางปัญญาภายในประเทศ
สำหรับศักยภาพประเทศไทยที่โดดเด่นมาก คือ สมาร์ทเฮลธ์แคร์ ทั้งยังพบว่าขณะนี้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกรายต่างวางกลยุทธ์ และมีโครงการที่เกี่ยวกับไอโอทีกันแล้





