'ไฮบริดคลาวด์เป็นก้าวต่อไปที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ มีงบประมาณด้านดิจิทัลมากหรือน้อย'
ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารฝ่ายไอทีทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 1,200 คน ใน 12 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยโดยไมโครซอฟท์ ระบุว่า กว่า 48% มีแผนเลือกใช้ระบบคลาวด์แบบไฮบริดในอนาคตอันใกล้ แทนพลับ บลิค คลาวด์ หรือไพรเวทคลาวด์เพียงอย่างเดียว
โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไอทีองค์กรให้ตอบสนองต่อความต้องการโลกธุรกิจในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
“นายฌอน ลอยเซลล์” ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจองค์กรและพันธมิตร ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เผยว่า จากผู้เข้าร่วมการสำรวจในประเทศไทยจำนวน 117 ราย มี 34% ที่เริ่มต้นวางระบบไฮบริดคลาวด์ภายในองค์กรแล้ว และคาดว่าภายในช่วง 12-18 เดือนจากนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 50%
สำหรับแรงจูงใจที่ผลักดันให้เกิดความนิยมในการใช้แอพพลิเคชั่นบนคลาวด์ มาจากนวัตกรรมที่เกิดจากเทคโนโลยีคลาวด์ รวมไปถึงความต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับจัดการแอพที่ใช้งาน เพราะโดยเฉลี่ยแต่ละองค์กรในไทยนั้นใช้แอพพลิเคชั่นมากกว่า 409 แอพ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคที่ 340 แอพ
ปัจจุบันองค์กรไทยราว 52% ยังใช้ระบบไพรเวทคลาวด์ 34% ใช้ไฮบริดคลาวด์ และอีก 14% ใช้พลับบลิคคลาวด์
เครื่องมือที่ใช่
ไมโครซอฟท์ แนะว่า เทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ คือ ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริษัทที่ต้องการใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์ โดยที่ยังรักษาระบบเดิมที่มีอยู่ไว้
“ไฮบริดคลาวด์เป็นก้าวต่อไปที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ มีงบประมาณด้านดิจิทัลมากหรือน้อย เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยปูทางไปสู่การพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการระบบที่ดีกว่าเดิม ทำให้องค์กรสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงออกสู่ตลาดได้เร็วมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารฝ่ายไอทีในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองแบบเดิมๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีคลาวด์ แม้ว่ากว่า 89% ระบุว่า มีความพร้อมในการย้ายแอพพลิเคชั่นสู่ระบบพลับบลิคคลาวด์ในอนาคต แต่เกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าแอพพลิเคชั่นเหล่านี้จะจำกัดอยู่เพียงแค่แอพพื้นฐานอย่างอีเมลหรือเว็บไซต์บริษัทเท่านั้น
โดยมีเพียง 29% ที่จะใช้คลาวด์รองรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและการดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบ
เตรียมลุยเต็มสูบ
ผู้บริหารไมโครซอฟท์เผยว่า ปี 2560 มีแผนรุกหนักตลาดคลาวด์องค์กรในประเทศไทยเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะไฮบริดคลาวด์ โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลต์คือ “วินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2016” และ “ซิสเต็ม เซ็นเตอร์ 2016” การโฟกัสมุ่งเจาะธุรกิจการเงินการธนาคาร โทรคมนาคม ค้าปลีก มีเดีย รวมถึงธุรกิจที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก
บริษัทเชื่อว่า การลงทุนด้านคลาวด์มีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง ปัจจัยบวกนอกจากประโยชน์ที่จะได้รับโดยตรงจากการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ยังมีแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0
ประเมินขณะนี้องค์กรธุรกิจในไทยต่างตื่นตัวที่จะใช้งานคลาวด์ เทียบกับตลาดที่เติบโตแล้วตามหลังแค่ 3-5 ปี ลูกค้าหลายๆ รายมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน หลายรายต้องการนำทุกอย่างไปอยู่บนคลาวด์
“การเปลี่ยนแปลงธุรกิจสู่รูปแบบดิจิทัลเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแทบทุกองค์กร ดังนั้นผู้บริหารต้องเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสการแข่งขัน”
ปัจจุบัน ไมโครซอฟท์ครองอันดับ 1 ตลาดคลาวด์สำหรับเอ็นเตอร์ไพรซ์ในประเทศไทย มั่นใจด้วยว่าปี 2560 สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำได้ต่อไป
หาจุดสมดุล
ผลการวิจัยของไอดีซี ระบุว่า ช่วงปลายปี 2560 กว่า 60% ขององค์กรธุรกิจชั้นนำจำนวน 1,000 รายทั่วเอเชียแปซิฟิกจะมีกลยุทธ์สำหรับพลิกโฉมธุรกิจสู่โลกดิจิทัล
ทุกวันนี้การลงทุนไอทีถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ยกระดับการบริหารจัดการ รักษาความปลอดภัยทรัพยากรไอทีและข้อมูลขององค์กร
อย่างไรก็ดี ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องการบริหารจัดการระบบไอทีเดิม เพื่อให้แอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ใช้งานได้ รักษาระบบงานขององค์กรให้เป็นไปตามมาตรฐาน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันเป็นเวลาสำคัญที่ต้องเดินไปข้างหน้าด้วยโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบใหม่และมีพื้นฐานอยู่บนเทคโนโลยีคลาวด์
“ผู้บริหารฝ่ายไอทีต้องพยายามหาความสมดุลระหว่างการบริหารระบบไอทีแบบเก่าและใหม่ การจัดการงบประมาณ และการปรับเปลี่ยนองค์กรให้พร้อมรับโลกยุคดิจิทัล”
เวลาไม่พอ
ข้อมูล ระบุว่า ผู้บริหารฝ่ายไอทีต้องแบ่งเวลาไปทำงานหลายด้าน โดยใช้เวลาราว 50% ไปกับการบำรุงรักษาระบบ การรักษาระบบงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน และการทำงานแบบวันต่อวันทั่วไป ส่งผลให้เวลาสำหรับการยกระดับศักยภาพเชิงดิจิทัลลดเหลือเพียง 27% ทำงานกับผู้บริหารเพื่อเตรียมความพร้อมธุรกิจในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลเพียง 23%
ด้านการพัฒนากลยุทธ์สำหรับพลิกโฉมธุรกิจ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่าการเข้าหาหรือติดต่อสื่อสารกับลูกค้า การพัฒนาศักยภาพพนักงาน หรือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ
นอกจากนี้ มีความกังวลในประเด็นทักษะด้านไอทีของพนักงาน โดยระบุว่า ทักษะที่จำเป็นที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ด้านความปลอดภัย 59% การจัดการแอพพลิเคชั่นคลาวด์ 49% และการวิเคราะห์ข้อมูล 44%
กังวลภัยไซเบอร์
ไมโครซอฟท์ชี้ว่า ประเด็นเรื่องความปลอดภัยยังคงเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญ เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับภัยร้ายที่สร้างความกังวลให้กับผู้บริหารไทยได้สูงสุด คือ มัลแวร์และการโจรกรรมข้อมูลจากอาชญากรไซเบอร์ การโจรกรรมข้อมูลโดยพนักงาน และการที่พนักงานเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนตัวกับเครือข่ายขององค์กร
โดยเฉลี่ยแล้ว องค์กรแถบเอเชียแปซิฟิกมีการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาความปลอดภัยระบบมากถึง 40 อย่างต่อองค์กร ในประเทศไทย 71% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจมองว่าองค์กรของตนยังต้องลงทุนโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยระบบไอทีเพิ่มเติมอีก
ขณะที่กว่า 76% มองว่ามีความจำเป็นที่ต้องลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการโซลูชั่นด้านความปลอดภัย





