เริ่มเปิดตัวทางการหลังเข้าทำตลาด15ปี เหตุตลาดและเทคโนโลยีพร้อม
ยักษ์บาร์โค้ดรายใหญ่จากญี่ปุ่น รับเทรนด์อุตสาหกรรมไทยขยายตัว นโยบายบริษัทแม่ขยายนอกญี่ปุ่นมากขึ้น ดันระบบบาร์โค้ด-อาร์เอฟไอดีครบวงจร พร้อมนวัตกรรมฉีกตลาดเสริมเขี้ยวเล็บธุรกิจ เผยสัญญาณดีมีแผนลงทุนเพิ่มโรงงานในประเทศ รับเป้าหมายยอดขาย 1,000 ล้านบาทใน 4 ปี
นายไดสึเกะ ทาซึตะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชั่นออโต้ไอดี และระบบบาร์โค้ดรายใหญ่ จากญี่ปุ่น เผยว่า แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ด และออโต้-ไอดี หรือระบบบ่งชี้อัตโนมัติ กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายในตลาดไทย
โดยเฉพาะภาคการผลิตและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูล ติดตามสินค้าได้ถูกต้อง เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ใช้บาร์โค้ดสำหรับบริการจัดการแวร์เฮาส์ เพื่อระบุชิ้นส่วนที่ต้องการได้ถูกต้อง และลดความผิดพลาดในการผลิต
เบื้องต้นคาดว่า ปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดราว 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ไทยยังเป็นตลาดใหญ่สำหรับซาโต้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากฐานลูกค้าใหญ่ในกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นในไทย เช่น โซนี่ โตโยต้า นิสสัน และธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มซีพี รวมแล้วกว่า 1,500 ราย
ไทยยังมีแนวโน้มนำเทคโนโลยีบาร์โค้ดและอาร์เอฟไอดี ซึ่งเป็นเทคโนโลยียุคถัดจากบาร์โค้ด และ 2ดี บาร์โค้ด เข้ามาใช้พัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจให้ได้มาตรฐานมากขึ้น
“ภาพรวมแล้วถือว่าไทยเป็นประเทศที่การเติบโตของเศรษฐกิจดี และรัฐยังมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เน้นการส่งเสริมภาคอุตสาหรกรมต่างๆ ให้เติบโต ไม่ว่าจะอาหาร เฮลธ์แคร์ ยานยนต์ และภาคธุรกิจต่างๆ ยิ่งทำให้ความจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริม เช่น ใช้ออโต้-ไอดี ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในอาหาร”
นายทาซึตะ ระบุว่า ปีนี้ซาโต้เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังเข้าทำตลาดในไทย 15 ปี เพราะมองว่าเป็นช่วงที่ตลาดและเทคโนโลยีมีความพร้อม และต้องการเป็นที่รู้จักมากขึ้น ประกอบกับนโยบายของบริษัทแม่ที่ต้องการขยายตลาดนอกญี่ปุ่นมากขึ้น
สำหรับแผนในไทยจะเริ่มขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นจากเดิมอยู่ในกลุ่มการผลิตเป็นหลัก หรือ 53% ของยอดขายรวม สู่ตลาดที่มีโอกาสขยายตัวสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และเฮลธ์แคร์ โดยมีตัวแทนจำหน่าย 1 ราย คือ ซีดีจี ช่วยขยายตลาด
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายการลงทุนฝั่งโรงงานเพิ่มเติม จากปัจจุบันมีโรงงานผลิตสติกเกอร์ และแผ่นบาร์โค้ด ในไทย 2 แห่งที่เทพารักษ์ คาดว่าจะเป็นการซื้อเครื่องจักรเพิ่มอีกราว 120 ล้านบาท และขยายสำนักงานตามเขตอุตสาหกรรม
รวมถึงเป็นไปได้ที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตฮาร์ดแวร์ในไทย จากปัจจุบันอยู่ที่ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเวียดนาม หากความต้องการในตลาดสูงมากขึ้นเพียงพอและคุ้มต่อลงทุน
อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้จะเริ่มนำนวัตกรรมใหม่ที่เริ่มในตลาดญี่ปุ่น เช่น หุ่นยนต์ติดฉลากอัตโนมัติ และโดรนผสมอาร์เอฟไอดี สำหรับใช้ตรวจสอบสินค้าในที่ที่คนเข้าไม่ถึง เข้ามาเปิดตลาดในไทยเพื่อช่วยธุรกิจเพิ่มศักยภาพการดำเนินกิจการ
ขณะเดียวกัน ยังเพื่อรองรับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการทำยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2563 จากปัจจุบันอยู่ที่ 475 ล้านบาท ส่วนแบ่งตลาด 14% หรือดันอับ 2 ในกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายโซลูชั่นออโต้ ไอดีในไทย





