แอ๊ปเปิ้ลซุ่มพัฒนา‘สมาร์ท กลาส’เชื่อมไอโฟน ซีอีโอย้ำท่าทีสนใจเทคโนโลยีเออาร์-ตั้งทีมวิจัยพร้อมรบตลาดใหม่
สื่อนอกเผยข้อมูล “แอ๊ปเปิ้ล” เตรียมร่วมวงตลาดน้องใหม่มาแรง “เทคโนโลยีเออาร์” หลังทยอยซื้อกิจการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง คาดผุดฮาร์ดแวร์ชิ้นแรก “สมาร์ท กลาส” คล้ายกูเกิล กลาส ที่ยุติแผนพัฒนาไปแล้ว เชื่อเปิดตัวในอีก 2 ปี
ข่าวสะพัดระลอกล่าสุุดสำหรับแบรนด์ไอทีที่ทั่วโลกจับตามองอย่าง “แอ๊ปเปิ้ล” ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะ หรือสมาร์ท กลาส ที่คาดว่าจะเป็นไปตามแผนที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ใหม่อย่างอุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้สวมใส่ได้บนร่างกาย หรือแวร์เอเบิล ดีไวซ์
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยข้อมูลโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดแอ๊ปเปิ้ลว่า “สมาร์ท กลาส” ของแอ๊ปเปิ้ลจะทำงานร่วมกับไอโฟนแบบไร้สาย เหมือนกับการเชื่อมต่อระหว่างไอโฟนและแอ๊ปเปิ้ล วอทช์ ซึ่งจะมีจอแสดงผลภาพและข้อมูลปรากฎให้ผู้สวมใส่แว่นดังกล่าว
รายงานข่าวยังระบุอีกว่า แอ๊ปเปิ้ลได้เริ่มติดต่อซัพพลายเออร์รายสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคแว่นตาดังกล่าว ทั้งยังได้เริ่มสั่งซื้อชิ้นส่วนจอที่ใช้มองภาพใกล้ตาแล้วด้วยจำนวนหนึ่ง ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่แอ๊ปเปิ้ลอาจเริ่มต้นกระบวนการพัฒนาต้นแบบโปรเจคใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในปี 2561
อย่างไรก็ตาม โปรเจคแว่นตาของแอ๊ปเปิ้ลดูคล้ายคลึงกับ “กูเกิล กลาส” อุปกรณ์สวมหัวพร้อมจอแสดงผลที่กูเกิลเปิดตัวไปเมื่อปี 2556 ก่อนจะพับโครงการไปเมื่อต้นปี 2558 ซึ่งคุณสมบัติหลักๆ ของกูเกิล กลาสคือ ใช้เทคโนโลยีผสมผสานโลกจริงและโลกเสมือน (ออคเมนเต็ด เรียลิตี้) และการสั่งงานด้วยเสียงเพื่อให้ผู้สวมใส่เชคสภาพอากาศ กดเบอร์โทรศัพท์ หรือถ่ายรูปได้โดยใช้เสียงสั่งงานเท่านั้น
“แว่นตาอาจเป็นฮาร์ดแวร์ชิ้นแรกของแอ๊ปเปิ้ลที่มีเป้าหมายเจาะจงในตลาดเออาร์ ซึ่งที่ผ่านมาซีอีโอเริ่มสะสมกำลังที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเออาร์มาอย่างต่อเนื่องผ่านการซื้อกิจการต่างๆ โดยในปี 2556 แอ๊ปเปิ้ลซื้อกิจการบริษัทไพรม์เซนส์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีโมชั่นเซนซิ่งให้แก่ระบบคินเนคของไมโครซอฟท์ ก่อนจะซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ เมไทโอ และฟลายบาย มีเดีย สตาร์ทอัพในตลาดเออาร์ ในปี 2558 และ 2559”
ขณะที่โปรเจคกูเกิล กลาส ที่ต้องล้มเลิกไปแม้ตัวผลิตภัณฑ์จะพัฒนาได้อย่างราบรื่น แต่ก็ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กูเกิลตัดสินใจยุติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อเดือน ม.ค.2558
ทั้งนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลระบุแน่ชัดว่าแอ๊ปเปิ้ลจะจัดการกับประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการใช้งานเหมือนกับที่กูเกิลประสบมาก่อนได้อย่างไร หรือรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนครั้งนี้ แต่ “นายทิม คุก” ประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ของแอ๊ปเปิ้ลได้เคยแสดงความสนใจในตลาดเทคโนโลยีเออาร์อยู่หลายครั้งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งย้ำความเป็นไปได้ที่แอ๊ปเปิ้ลอาจกำลังซุ่มทำงานใหญ่อยู่
เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซีอีโอแอ๊ปเปิ้ลระบุไว้ว่า เออาร์เป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม และสำหรับแอ๊ปเปิ้ลก็จะลงทุนในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง และจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่แอ๊ปเปิ้ลให้ความสำคัญในระยะยาว
ทั้งยังมองว่า เทคโนโลยีเออาร์จะทำประโยชน์ได้มากกว่า และน่าสนใจกว่าที่จะใช้เพื่อมองภาพเสมือนจริงเท่านั้น
นอกจากนี้ในวงจรข่าวสะพัดแบบไม่เป็นทางการที่ผ่านมาก็ยังมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า แอ๊ปเปิ้ลเริ่มมองหาโปรเจคจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเออาร์ ซึ่งก็รวมถึงอุปกรณ์สำหรับมองภาพเสมือน หรือวีอาร์ด้วย
โดยปัจจุบันแอ๊ปเปิ้ลมีทีมวิจัยด้านเออาร์และวีอาร์โดยเฉพาะ และการพัฒนาหนทางที่จะทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในอนาคตของแอ๊ปเปิ้ลได้
สำหรับภาพรวมของตลาดเออาร์ในปัจจุบันมีผลสำรวจจากรีเสิร์ช แอนด์ มาร์เก็ตส์ พบว่า แนวโน้มของตลาดจะเติบโตตามการใช้อุปกรณ์ทั้งสมาร์ทโฟน, แทบเล็ต และสมาร์ท กลาส โดยคาดว่าในปี 2565 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 7.9 พันล้านดอลลาร์ และขยายตัวเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชีย





