กสทช. ลงนามเอ็มโอยูภูฏาน - ญี่ปุ่น ยกระดับไซเบอร์ซิเคียวริตี้ -บริหารคลื่น ภายในงานไอทียู เทเลคอม เวิลด์
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ประเทศไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ไอทียู เทเลคอม เวิลด์2016” โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
งานนี้ จะเป็นเวทีสำหรับหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม องค์การระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ได้หารือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แสวงหาโอกาส ต่อยอดทางธุรกิจ และสร้างเครือข่าย ในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระหว่างวันที่ 14-17 พ.ย.นี้
การจัดงานเป็นส่วนหนึ่งในการชูศักยภาพของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมความพร้อมเพื่อไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศโดยการวางรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายบางตัว
คาดเงินสะพัด 715 ล้าน
พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกสทช.กล่าวว่า ภายในงานได้รับการประมาณการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 25,000 คน โดยเป็นชาวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกประมาณ40% และอีก60%เป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติที่พำนักถาวรอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจากการเข้าร่วมงานและการใช้จ่าย
คาดการณ์ได้ว่า งานนี้จะสามารถช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยในรูปแบบเงินสะพัดจากการใช้จ่ายของงานนี้ อย่างน้อย 715.2 ล้านบาท และก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประมาณ 299.8 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีสืบเนื่องจากการจัดงานถึง 22.3 ล้านบาทและจำนวนการจ้างงาน 1,529 งาน
นอกจากนั้น ผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการจัดงานที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านการจัดงานนิทรรศการ เกี่ยวกับการให้บริการด้านดิจิทัลครบวงจร การประชุมเชิงวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายในระดับประเทศ องค์กรและปัจเจกบุคคล รวมถึงการมอบรางวัลให้นวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการรับรู้และตื่นตัวเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวเนื่องด้านดิจิทัล เช่น เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลให้กับประชาชนชาวไทย การสนับสนุนและเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพโดยความร่วมมือของเครือข่ายภาคธุรกิจ และการแบ่งปันไอเดียหรือความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกระดับ
เอ็มโอยูภูฏาน-ญี่ปุ่น
พร้อมกันนี้ สำนักงานกสทช. ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ BICMA แห่งราชอาณาจักรภูฏานมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบในการบริหารคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรคมนาคม โดยมีขอบเขตความร่วมมือดังนี้ 1.การบริหารคลื่นความถี่ การตรวจสอบ และการออกใบอนุญาตวิทยุคมนาคม
2.กฎระเบียบด้านโทรคมนาคมและสาขากระจายเสียง 3. การคุ้มครองผู้บริโภค และการระงับข้อพิพาทในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม4. การส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคนิคในสาขาโทรคมนาคมและสาขากระจายเสียง และ 5. ความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเฉพาะภายใต้องค์กรไอทียูและเอเชีย-แปซิฟิก
ส่วนความร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (เอ็มไอซี) ของญี่ปุ่นมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านโทรคมนาคมและด้านกระจายเสียงระหว่างสองหน่วยงาน ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมความร่วมมือในด้านบริหารคลื่นความถี่
2. การส่งเสริมความร่วมมือในสาขาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เช่น ข้อมูลวิกฤต การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานในสาขาโทรคมนาคมและสาขากระจายเสียง 3. ส่งเสริมความร่วมมือในสาขากิจการกระจายเสียง เช่น การจับคู่ทางธุรกิจด้านเนื้อหา การผลิตร่วมกันบริการการใช้พื้นที่ร่วมกันรวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย
4. ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการบริการและแอพพลิเคชั่นทางด้านโทรคมนาคมและกระจายเสียง 5.ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในสาขาโทรคมนาคมและสาขากระจายเสียง และ 6.ส่งเสริมความร่วมมือการสื่อสารทางโทรศัพท์เคลื่อนที่
สิ้นปีเสนอกฎหมายกลับสนช.
พล.อ.อ.ประจิน ยังกล่าวถึงสภานิติบัญญัติ (สนช.) ตีตก พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ... ทำให้ต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ว่า อาจมีผลกระทบต่อการทำโครงสร้างกระทรวงดีอี เนื่องจากต้องมี 2 สำนักงานใหม่ที่เกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าจะนำกลับมาทบทวนและนำเข้า สนช. และผ่าน สนช. ได้ภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้า
นอกจากนี้ กระทรวงเตรียมการจัดตั้งด้วยการขอยืมกำลังพลจาก สวทช. และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาก่อน ระหว่างรอการจัดกำลังพล ซึ่งกระทรวงขอกำลังคนราว 300 อัตรา จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
ส่วนความคืบหน้าด้านกฎหมาย 3 ฉบับ ที่กระทรวงดีอี จะต้องเร่งให้เสร็จ และเข้าสู่การพิจารณาของกระทรวงดีอี ภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และนำเข้าสนช.นั้น ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... อยู่ในช่วงรอการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) และ พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ... กระทรวงดู และปรับปรุง เนื้อหาให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การทำธุรกรรมออนไลน์ (อี-เพย์เมนต์) ที่กำลังจะออกมาด้วย
ดังนั้น กระทรวงดีอี จึงกำลังดำเนินการกำหนดแนวทาง และมาตรการปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ควบคู่ไปด้วย ซึ่งกระทรวงดีอีพร้อมผลักดันแนวทางปฏิบัติโดยเร็ว เพื่อเกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ กระทรวงดีอียังต้องดูแลในส่วนของแผนกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือไซเบอร์ซิเคียวริตี ซึ่งอยู่ในช่วงการร่างแผน ซึ่งเป็นขั้นตอนใกล้จะเสร็จสิ้น โดยรัฐบาลได้เริ่มดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 เมื่อรวบรวมเสร็จสิ้นมาเป็นร่างแล้ว จะส่งไปที่กฤษฎีกาตีความ และให้ ครม.พิจารณา และส่งไปที่ สนช. คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ และได้ใช้ในไตรมาส 2/2560
รูปแบบงานไอทียู
รูปแบบงานไอทียู เทเลคอม เวิลด์ แบ่ง 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 เป็นการจัดนิทรรศการนานาชาติ เป็นส่วนจัดแสดงนวัตกรรมด้านไอซีที โทรคมนาคมและเทคโนโลยี โอกาสด้านการลงทุน การจัดศาลาประจำชาติ จาก 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจัน จีน กานา ญี่ปุ่น เคนยา สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย ไนจีเรีย อิหร่าน บังคลาเทศ รวันดา เซเนกัล ไทย มาดากัสการ์ และซิมบับเว
ส่วนนิทรรศการของกระทรวงดีอี นำเสนอความก้าวหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งมียุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการขับเคลื่อนที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างสังคมคุณภาพที่ทั่วถึงเท่าเทียมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
การปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล การพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการ และบูธจากหน่วยงานที่เข้าร่วมงาน
ส่วนที่ 2 การประชุมวิชาการเป็นส่วนของการประชุมเชิงวิชาการที่ต้องการดึงดูดให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเพื่อจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และร่วมหารือกำหนดทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไอซีทีและโทรคมนาคมในอนาคต
การประชุมวิชาการจะจัดขึ้นในรูปแบบและระดับต่างๆ ได้แก่ การประชุมระดับผู้นำ การประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี และการเสวนาในหัวข้อต่างๆ และส่วนที่ 3 กิจกรรมเพื่อการสร้างเครือข่าย
พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในการเปิดรับเทคโนโลยีจากนานาชาติ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมโอกาสการจับคู่ธุรกิจ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การแบ่งปันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดด้านสารสนเทศ การสื่อสาร และการให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ความสามารถของบุคลากรทุกสาขาอาชีพ นำไปสู่การพัฒนาด้านไอซีที และโทรคมนาคมของประเทศให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น





