วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไมโครซอฟท์กระตุ้นธุรกิจปรับตัวรับโมบาย-คลาวด์

ยักษ์ซอฟต์แวร์ย้ำโลกเปลี่ยนแปลงหนุนธุรกิจปรับตัวยุค“ดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่น”โชว์โฉมใหม่สำนักงานไทยใช้เทคโนฯไมโครซอฟท์ต้นแบบสำนักงานอัจฉริยะ

นายอรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ปีนี้ธุรกิจของไมโครซอฟท์ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้สภาพตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะยอดขายสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือพีซี และแทบเล็ต ลดลงสวนทางกับการเติบโตของสมาร์ทโฟนและการประมวลผลผ่านคลาวด์ คอมพิวติ้ง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังย้ำให้เห็นถึงการเคลื่อนเข้าสู่ยุคของ "ดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชัน” ที่ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เริ่มกลายเป็น “โมบาย เฟิร์ส” และ “คลาวด์ เฟิร์ส” ที่เป็นจุดเริ่มของการใช้ชีวิต และดำเนินธุรกิจในโลกยุคใหม่


“ธุรกิจที่เคยโตกลับกลายเป็นไม่โตแล้ว แต่ที่ไม่เคยมีมาก่อนกลับเติบโตได้ ชัดเลยคือ สมาร์ทโฟนปีนี้ยังโต 14% ตลาดคลาวด์ยิ่งโตมากกว่า 16% ขณะที่ยอดขายพีซี แทบเล็ต ลดลงเป็นการตอกย้ำว่า โลกเปลี่ยนแปลง แต่ธุรกิจปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน”

นายอรพงศ์ ระบุว่า สำหรับไมโครซอฟท์ก็ต้องปรับตัวให้เร็วมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาด ซึ่งปัจจุบันบริษัทมี “แพลตฟอร์ม” เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์โมบาย เฟิร์ส และคลาวด์ เฟิร์ส

ขณะเดียวกันก็ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เนื่องจากแพลตฟอร์มเป็นรูปแบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือที่หลากหลายไม่ใช่แค่ตัวแทนจำหน่ายเหมือนที่ผ่านมา

โดยใน 2 เดือนนี้ไมโครซอฟท์ยังร่วมมือกับบริษัทเอกชน จัดตั้ง “ไอโอที เซ็นเตอร์ ออฟ เอ็กเซลเลนท์” ในไทยที่ลงทุนโดยไมโครซอฟท์และพันธมิตรเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับทดลองเคสจริงสำหรับการพัฒนาไอโอทีในภาคธุรกิจ

นอกเหนือจากการทำธุรกิจ ไมโครซอฟท์ยังมีนโยบายทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในประเทศ โดยเร็วๆ นี้ได้ประกาศความร่วมมือกับ​ “สพธอ. หรือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัล ด้วยการมอบข้อมูลเกี่ยวกับดีไวซ์ที่ติดมัลแวร์ในประเทศไทยให้ สพธอ. นำไปใช้กำจัดภัยร้าย

ทั้งยังร่วมมือกับคณะกรรมการสานพลังประชารัฐผ่านกระทรวงศึกษาธิการ นำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ปรับปรุงการศึกษาของอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นงานที่ไมโครซอฟท์มีประสบการณ์ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในหลายประเทศนำบทเรียนระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มาแแบ่งปันให้สถานศึกษาในแต่ละประเทศ และเสริมทักษะวิชาชีพนอกห้องเรียนด้านต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและพันธมิตร บริษัทเดียวกัน เผยว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอีกกลุ่มที่ไมโครซอฟท์จะผลักดันมากที่สุด เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอี สร้างการเติบโตให้มากกว่า 40% ของจีดีพีในไทย และยังเป็นตลาดแรงงานที่ใหญ่ที่สุด หรือ 80.3% และเอสเอ็มอียังเป็น 99.7% ของธุรกิจในไทย

ขณะที่แนวโน้มของธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มมีอายุเฉลี่ยน้อยลง ซึ่งเป็นภาพรวมของทั่วโลกที่พบว่า บริษัทใหญ่ในฟอร์จูน 500 ราว 52% เริ่มล้มหายตายจากไป และเริ่มมีอายุเฉลี่ยลดงจากเมื่อ 50 ปีก่อนเฉลี่ยที่ 60 ปี แต่ปัจจุบันเหลือ 15 ปี

“ปี 2020 คาดว่าอายุเฉลี่ยของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มฟอร์จูน 500 จะเหลือแค่ 12 ปีเท่านั้น แปลว่ายิ่งบริษัทใหญ่ก็ยิ่งท้าทายที่จะเติบโต ขณะที่บริษัทเล็กก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้ไม่ต่างจากบริษัทใหญ่ ซึ่งบริษัทที่สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ได้เร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตและอยู่รอดได้"

พร้อมกันนี้ยังได้เปิดแคมเปญ "เอสเอ็มอี ไอที แพค” ให้พื้นที่บนคลาวด์ 1000 กิกะไบต์ อีเมลบริษัทและชื่อโดเมน เพื่อผลักดันการใช้งานเทคโนโลยีใหม่และเตรียมความพร้อมธุรกิจในยุคดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่น ตั้งแต่วันนี้จนถึง 26 ธ.ค. 2559

ปรับโฉมใหม่สำนักงานไทย
ล่าสุดไมโครซอฟท์ยังได้ปรับปรุงสำนักงานใหญ่ในไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์การทำงานแบบ “อินเทลลิเจนท์ เวิร์คเพลส”​ ที่สนับสนุนให้พนักงานทำงานได้อย่างยืดหยุ่นและอิสระ ไม่มีที่นั่งประจำ ทำงานกับใครก็ได้ มีห้องทำงานร่วมกันและพื้นที่เปิดที่สนับสนุนให้คนทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ยังมีตู้ล็อคเกอร์ เพื่อเก็บของส่วนตัวของพนักงาน แต่เอกสารสำคัญต่างๆ พนักงานสามารถจัดเก็บไว้ในรูปแบบเอกสารออนไลน์บนคลาวด์ได้ทั้งหมด และเลือกการเก็บรักษาอย่างปลอดภัยอยู่บนแชร์พอยต์ โดยพนักงานเรียกดู ทำงานร่วมกันหรือแบ่งปันไฟล์กันอย่างปลอดภัยได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สอดคล้องกับนโยบายที่สนับสนุนให้พนักงานทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่ใดก็ได้