กูรูด้านดิจิทัล อีโคโนมี แนะรัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง
“ดอน แท็ปสก๊อตต์” กูรูด้านดิจิทัล อีโคโนมี แนะรัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง ชูเทคโนโลยีหลักจุดเปลี่ยน โมบิลิตี้ โซเชียล เว็บ บิ๊กดาต้า ไอโอที หุ่นยนต์ มองความเชื่อถือยุคดิจิทัลไม่ได้อยู่กับบุคคล หรือองค์กร แต่อยู่ที่การเขียนโปรแกรมที่ชาญฉลาด ระบบรักษาความปลอดภัยที่มั่นคง คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลัง
งานวันสื่อสารแห่งชาติ ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 วานนี้ (4 ส.ค.) เป็นรูปแบบสัมมนาวิชาการ ซึ่งสำนักงานกรรมกการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เชิญนายดอน แท็ปสก๊อตต์ นักคิดระดับแนวหน้าของโลกด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นผู้ให้คำนิยามของคำว่า “Digital Economy” ร่วมเสวนาหัวข้อ เศรษฐกิจดิจิทัล โอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย (Digital Economy Policy : Opportunity and Challenge for Thailand) มีนายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร และกองบรรณาธิการเครือเนชั่น ดำเนินรายการ
นายแท็ปสก๊อตต์ เป็นผู้นำทางความคิดชาวแคนาดา ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านนวัตกรรม สื่อ และผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคม ล่าสุด เขาเขียนหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่า “Blockchain Revolution: How the Technology Behind Bitcoin is Changing Money, Business, and the World” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรงในโลกอนาคต
เศรษฐกิจต้องดำเนินคู่ขนานกันไป
นายแท็ปสก๊อตต์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทปคอร์ต กรุ๊ป เล่าว่า เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ไทยตัดสินใจนำเศรษฐกิจดิจิทัลมาใช้ และพร้อมไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ยกระดับความเจริญด้านสังคม ธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมควบคู่กันไป
สิ่งที่เห็นคือ เศรษฐกิจดิจิทัลไม่จำเป็นต้องแยกออกจากเศรษฐกิจปกติ เพียงแต่เศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจและสังคม
ประเด็นสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องเริ่มจากการมีผู้นำที่ดี สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีที่เป็นความท้าทายทั้ง 7 ประเด็นคือ โมบิลิตี้, โซเชียล เว็บ, บิ๊ก ดาต้า, อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที), คลาวด์, แมชชีน และโดรนกับหุ่นยนต์
สิ่งที่จะสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ประกอบด้วย คนกลางในการบริหาร และแลกเปลี่ยนข้อมูล ความเชื่อถือยุคดิจิทัลไม่ได้อยู่กับบุคคล หรือองค์กร แต่อยู่ที่การเขียนโปรแกรมที่ชาญฉลาด ระบบรักษาความปลอดภัยที่มั่นคง และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลัง ทั้งหมดรวมเรียกว่า “บล็อกเชน” (Blockchain) เทคโนโลยีที่นำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือไม่ต้องอาศัยคนกลาง
บล็อกเชนเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลที่ทำให้ข้อมูล Digital transaction แต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ทำให้ Block ของข้อมูลลิงก์ต่อไปยังทุกคน โดยที่ทราบว่าใครที่เป็นเจ้าของ และมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริงๆ เมื่อ Block ของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชน จะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือแฮคข้อมูล
อีกประเด็นที่สำคัญ คือ สกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ บล็อกเชน ไม่ใช่บิตคอยน์ และบิตคอยน์ ไม่ใช่บล็อกเชน แต่โมเดลบิตคอยน์ มีความต้องการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ เพื่อให้การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี้มีความปลอดภัย
“ผมเขียนหนังสือมา 22 ปีแล้ว เรื่องผลกระทบทางธุรกิจ จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตอนที่ผมเขียนหนังสือยังไม่มีกูเกิล 5 ปีให้หลังเพิ่งมี ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีแต่โทรศัพท์แบบมีสาย พูดได้ว่าไม่มีอะไรที่ตอนที่เขียนหนังสือผมพยากรณ์ผิดเลย แต่มีหลายอย่างที่มีนวัตกรรมเกิดขึ้น แต่ในหนังสือไม่ได้เขียนไว้ เช่น เรื่องของโมบิลิตี้ การใช้งานโน้ตบุ๊ค และอินเทอร์เน็ต ซึ่งขณะนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก”
ชี้ต้องเกิดนโยบายจริงจังจากรัฐ
นายแท็ปสก๊อตต์ กล่าวว่า ส่วนอุตสาหกรรมไทย จะเห็นอุตสาหกรรมโรงงานใช้หุ่นยนต์ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามาช่วยแปรเปลี่ยนในอุตสาหกรรม นำสมาร์ท ดีไวซ์ มายกระดับภาคการผลิตในยุคอุตสาหกรรมจากการพัฒนาขององค์กรต่างๆ บริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นมาในยุคดิจิทัลอีโคโนมี อย่างอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์
“อีก 10 ปี สื่อหนังสือพิมพ์ จะกลายเป็นเครื่องมือของการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารข้อมูลต้องเข้ามาแทนที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนภาคการขนส่ง นอกจากนี้ มันมีโมเดลการให้การศึกษาคน ต้องเป็นแบบใหม่เปลี่ยนมาสู่การอินเตอร์แอ็คทีฟกับผู้สอนได้ ทุกอย่างประสบการแปรเปลี่ยนขนานใหญ่ จากการพัฒนาของเทคโนโลยี”
สำหรับในไทยมีโอกาสก้าวกระโดดไปข้างหน้าแต่ต้องอาศัยนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐ เพื่อให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง ได้แก่ 1. Drivers for the Digital Economy 2. New Business Models 3. The New Technology Industries 4. The Digital Economy Infrastructure
5.Government in the Digital Economy 6. Avoiding The Dark Side และ 7. Leadership for Transformation
วอนทุกฝ่ายเดินหน้าไทยแลนด์4.0
บนเวทีเดียวกัน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาว่า การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องปรับโครงสร้างของการทำงานในส่วนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การปรับเปลี่ยนดังกล่าวจำเป็นต้องรวมถึงการทำงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย ซึ่งการวางโครงสร้างทั้งหมดต้องมีความแข็งแรงเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ดี จากกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบมจ.กสท โทรคมนาคม และบมจ.ทีโอที ออกมาคัดค้านนโยบายการให้นำหน่วยธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาตั้งเป็นบริษัทลูกดำเนินงานร่วมกันตามมติของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
"ผมได้รับฟังบรรยายสรุปในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พบว่าไม่มีประเด็นใดเลยที่หากดำเนินการแล้วจะเป็นการไปทำลาย กสท และทีโอที กลับจะสร้างความแข็งแกร่งให้ 2 องค์กร ทั้งนี้จึงต้องการให้ผู้ที่คัดค้านใจเย็นและศึกษาตัวนโยบายให้แน่ชัดก่อน"นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวว่า ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนผ่านจากการสื่อสารด้วยโทรศัพท์ประจำที่ เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ และก้าวเข้าสู่ยุคของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย หรือโมบาย บรอดแบนด์ภายในระยะเวลาอันสั้นหลังจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หรือที่เรียกกันว่า ประมูล 3จี
โดยประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ 3จี อย่างเป็นทางการในปี 2555 ทำให้ทำรายได้เข้ารัฐเป็นมูลค่า 42,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีพัฒนาโครงข่ายให้ครอบคลุมอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนและการพัฒนาโมบายอินเทอร์เน็ตให้ใช้บริการอย่างแพร่หลาย
ผู้ใช้มือถือแพร่หลายกว่า103ล้านเบอร์
ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจาก 75 ล้านเลขหมายในปี 2554 มาเป็น 103 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ในจำนวนนี้ กว่า 101 ล้านเลขหมายเป็นเลขหมายที่ใช้บริการ 3จี และครึ่งหนึ่งของเลขหมายเหล่านั้นเป็นการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน และปัจจุบันมีบริการ 4จี แล้วเช่นกัน อัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยนั้นสูงถึง 130% ของจำนวนประชากร โดยเฉลี่ยแล้วในทุกๆ ช่วงเวลามีประชากรเกินครึ่งประเทศที่กำลังใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยได้เปลี่ยนเข้าสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ เปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารจากเดิมใช้การส่งข้อความสั้น(เอสเอ็มเอส) เป็นการรับ-ส่งข้อมูลภาพ เสียง และวีดิโอ ผ่านบริการโมบาย เอสเอ็นเอสแทน ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยสถิติล่าสุดเรามีผู้ใช้ไลน์ กว่า 33 ล้านบัญชี
ด้านเฟซบุ๊คก็ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่ากัน ไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊คกว่า 30 ล้านบัญชี เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ที่บริการเฟซบุ๊คไลฟ์ ได้เริ่มเปิดให้ใช้งานเป็นครั้งแรก ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊คไลฟ์สูงที่สุดในโลก และในเวลาอันรวดเร็วเฟซบุ๊คไลฟ์กลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับการนิยมอย่างมาก





