ส่องแผน 20ปี พัฒนารัฐบาลดิจิทัล ดันไทยแลนด์4.0ยกระดับความสามารถเชิงภาครัฐ
จากเวทีสัมมนาวิชาการด้านเทคโนโลยีที่สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) จัดขึ้นร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) มีจุดประสงค์เพื่ออบรมข้าราชการเพื่อการบูรณาการภาครัฐระหว่างหน่วยงานต่างๆในการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน นำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลมาสนับสนุนการปฏิบัติงาน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดภาครัฐต้องมีบริการในรูปแบบ “อี-กอฟเวอร์เมนท์” อย่างแท้จริง
แผน20ปีสู่โกลบอลดิจิทัลไทยแลนด์
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างเต็มภาคภูมิต้องมีการร่างยุทธศาสตร์ 20 ปีเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยจะแบ่งเป็นระยะๆ ละ 5 ปี รวมมี 4 ระยะเป็นแผนระยะยาว 20 ปี โดยทุกอย่างต้องให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ซึ่งจะเริ่มที่การให้ความสำคัญกับงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร โดยในระยะ 1 ปี 2559-2560 จะเป็นการโครงสร้างพื้นฐาน (Digital Foundation) มีกรอบเวลาให้ดำเนินการ 1 ปี 6 เดือน ดังนั้น ปี 2560 โครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้จะเกิดผลสัมฤทธ์แล้ว
ทั้งนี้ ภายใต้ 4 เป้าหมายหลักในการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ทุนมนุษย์ และภาครัฐ แบ่งเป็น 4 ระยะ เริ่มตั้งแต่ระยะ 1 ปี 6 เดือน ระยะ 5 ปี ระยะ 10 ปี จนถึงระยะ 20 ปีดังกล่าวนั้น เนื่องจากเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เป็นแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการผลิตการดำเนินธุรกิจการค้า ด้านการบริการ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศให้ดีขึ้น
สำหรับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลระยะ 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) มุ่งยกระดับภาครัฐของไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ดำเนินงานแบบอัจฉริยะ ให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์
คือ การพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถรองรับการไปสู่รัฐบาลดิจิทัล การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการยกระดับความมั่นคงและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
มีมาตรการสำคัญที่จะดำเนินงานในระยะแรก อาทิ โครงสร้างพื้นฐานการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ การยกระดับศักยภาพบุคลากรภาครัฐ การบูรณาการข้อมูลผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลกลาง เพื่อให้บริการความช่วยเหลือทั้งแบบรายบุคคล ตลาดแรงงาน ด้านการลงทุน ด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจร การบูรณาการด้านการลงทุน โดยเฉพาะด้านระบบภาษีข้ามหน่วยงาน
อีกทั้งยังให้การส่งเสริม เอสเอ็มอี แบบบูรณาการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ และลำดับต่อไปจะผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านการนำเข้าส่งออก การบูรณาการข้อมูลสำคัญต่างๆ การยืนยันตัวตนด้วยระบบ สมาร์ทการ์ด การแก้ไขเรื่องร้องเรียนและการเข้าถึงความต้องการในเชิงรุก
“เอทีซีไอ”กระตุ้นรัฐสร้างโรดแมป
นายธนชาติ นุ่มนนท์ นายกสมาคมเอทีซีไอ กล่าวว่า งานสัมมนาอี-กอฟเวอร์เมนท์ ฟอรั่ม 2016 ที่จัดร่วมกับกกระทรวงไอซีทีครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญที่จะพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่ยุคระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลจะไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องสนับสนุนการทำงานเท่านั้น แต่จะหลอมรวมเข้ากับชีวิตของประชาชนในประเทศ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยเปลี่ยนโครงสร้างรูปแบบทางเศรษฐกิจ กระบวนการผลิต การค้า และการบริการ
ดังนั้น สิ่งที่สมาคมพยายามผลักดันซึ้งไทยจำเป็นต้องมีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศที่สอดคล้องกันระหว่างทุกหน่วยงาน โดยมีองค์ประกอบของยุทธศาสตร์กรอบการพัฒนา และแผนการดำเนินงาน เพื่อร่างโรดแมปให้ประเทศ ยกระดับขีดความสามารถเชิงดิจิทัลของภาครัฐ
เขา เล่าว่า อี-กอฟเวอร์เมนท์ ฟอรั่ม นี้พยายามให้เกิดการบูรณาการ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.Government Integration for Single View of Citizen ระบบบูรณาภาครัฐระหว่างหน่วยงานต่างๆเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เห็นข้อมูลของประชาชนเป็นภาพเดียว ช่วยให้ตอบโจทย์การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้มากขึ้น
2.Samart Operation นำเอาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ถูกต้องแม่นยำ 3.Citizen-Centric Service ยกระดับการบริหารเป็นดิจิทัลของภาครัฐ ยึดเป้าหมายประชชนเป็นศูนย์กลาง และ 4.Driven Tranformation เกิดการสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อน เพื่อให้เป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างแท้จริง
เกิดประโยชน์ทุกภาคส่วน
นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า การยกระดับภาครัฐไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ
โดยภาคประชาชนนอกจากจะได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นแล้ว บริการที่ได้รับยังมีคุณภาพ ตรงตามความต้องการรายบุคคล และตรงตามสิทธิมากยิ่งขึ้นด้วย ภายใต้กรอบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากการคุกคามภายในและภายนอกประเทศที่มีมาตรฐาน
สำหรับภาคธุรกิจ การยกระดับภาครัฐไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและการติดต่อภาครัฐ แต่ยังเป็นการสร้างปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การวางแผนธุรกิจ เริ่มต้นธุรกิจ ดำเนินกิจการ ไปจนถึงขยายธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการให้ทัดเทียมกับระดับสากล อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ การยกระดับภาครัฐไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลยังก่อให้เกิดการบูรณาการภายในภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาภพ เพิ่มความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน เพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ และช่วยให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันโดยมีการใช้เทคโนโลยีสนับสนุน
ยันยุบ“ซิป้า”เหมือนเดิม
หลังกรรมาธิการพิจารณาร่างกม.ดีอี หวั่นเจอปัญหาซ้ำรอยเดิม ด้านรักษาการผอ.ซิป้า ยัน พัฒนาบุคลากรและแผนงานเรียบร้อยแล้ว เสนอยกหน่วยงานเป็นสำนักงานใหม่ได้ทันที
นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยืนยันว่า หลังจากที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเห็นว่า เมื่อกฎหมายได้ระบุให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงควรยุบสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน ) หรือซิป้า ซึ่งในโครงสร้างของกระทรวงใหม่ไม่มีซิป้าอย่างแน่นอน เพราะต้องให้สำนักงานใหม่ทำหน้าที่แทน
ส่วนของพนักงานของซิป้า 120 คนนั้น ต้องมาดูว่าในโครงสร้างของสำนักงานส่งเสริมดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต้องการบุคลากรจำนวนกี่อัตรา เพราะยังไม่ได้กำหนดคุณสมบัติ ดังนั้น พนักงานเดิมของซิป้าหากสมัครใจเข้ามาในตำแหน่งที่เปิดรับ ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำงานเข้ากับโครงสร้างใหม่นี้ได้หรือไม่ ซึ่งก็จะมีประเมินวัดเกณฑ์การทำงานด้วย
"ที่ผ่านมาปัญหาในซิป้าเยอะ การเริ่มทำงานใหม่ในสำนักงานใหม่จะง่ายกว่า ส่วนพนักงานที่มีอยู่จำนวน 120 คนนั้น จะสมัครใจไปอยู่สำนักงานใหม่หรือไม่ก็ได้ แต่หากพนักงานคนไหนต้องการไปอยู่สำนักงานใหม่ต้องเริ่มนับอายุงานใหม่ นับอายุงานต่อจากซิป้าไม่ได้ และต้องมีดัชนีชี้วัดการทำงาน หรือเคพีไอในการทำงานว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านด้วย ซึ่งขณะนี้สำนักงานใหม่อยู่ระหว่างการรอพ.ร.บ.ผ่านก่อน ถึงจะเริ่มดำเนินการ จึงยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก"





