‘แจ็ค หม่า’ฝันอาลีบาบาเทียบชั้นประเทศมั่งคั่งอันดับ 5 ของโลก
ชื่อเสียง “แจ็ค หม่า” ได้รับความสนใจ และถูกกล่าวถึงแพร่หลายเพิ่มขึ้นไปอีกทันที หลังแผนรุกคืบตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันเฉียงใต้ และการเปิดดีลกับยักษ์ใหญ่ในตลาดไทยปรากฎเป็นข่าวบนหน้าสื่อต่างๆ
ผู้ก่อตั้งอาลีบาบากล่าวในงานพบนักปะลงทุนที่จัดขึ้นในสำนักงานใหญ่ที่เมืองหางโจวสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป้าหมายอาลีบาบาตอนนี้ คือ ผลักดันมูลค่าการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอาลีบาบา (จีเอ็มวี) ให้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2563 ซึ่งเทียบได้กับประเทศที่มีจีดีพีเติบโตมั่งคั่งที่สุดอันดับ 5 ของโลก รองจากสหรัฐ, จีน, สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น
การจะไปถึงจุดนั้นได้บริษัทจะต้องเพิ่มยอดขายบนแพลตฟอร์มอาลีบาบาให้ได้เท่าตัวจากปีที่แล้วทำได้ที่ 463 พันล้านดอลลาร์ และนอกจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเป็นหัวหอกหลัก กลยุทธ์การเติบโตของอาลีบาบายังรวมถึงการขยายตัวในธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติ้ง และบิ๊กดาต้า (อาลียัน)
“อาลีบาบา ไม่ใช่ธุรกิจค้าปลีก แต่เราคือธุรกิจข้อมูล และเราก็กำลังให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลผู้บริโภค” ประธานหม่ากล่าวกับนักลงทุน
แต่ก็ยอมรับในคราวเดียวกันว่า “อาลีบาบายังไม่รู้วิธีว่าจะทำเงินจากข้อมูลได้อย่างไร แต่เท่าที่รู้คือ ไม่มีใครอยู่ได้โดยปราศจากข้อมูลในอนาคต”
“15 ปีที่แล้ว ผมมีปัญหากับเรื่องเงินทุน และผู้ลงทุนเสมอๆ และมักจะเจอคำถามว่ารายได้จะมาจากไหน เพจวิวเท่าไร ซึ่งในเวลานั้นจำนวนเพจวิวคือโมเดลธุรกิจที่ใช้ทำเงิน และการนับจำนวนคลิกเข้าเว็บคือรูปแบบธุรกิจที่ใช้ในตอนนั้น กระทั่งในปี 2548 เราเริ่มสิ่งที่เรียกว่าจีเอ็มวี ซึ่งเรียนรู้มาจากเว็บอีเบย์ ขณะที่นักลงทุนก็เริ่มสนใจกับจีเอ็มวีมากขึ้น และเริ่มกลายเป็นมาตรฐานขึ้นมา แต่จีเอ็มวีไม่ใช่หัวใจหลักของเรา เพราะเรารู้ว่านี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวสำหรับอาลีบาบา”
อาลีบาบายังเผยถึงความจำเป็นที่จะต้องขยายตลาดนอกจีน และจับลูกค้าให้ได้เกิน 2 พันล้านคนภายในปี 2563 ส่งผลให้บริษัทปักธงยึดประเทศในแถบใกล้เคียงอย่าง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และ “อินเดีย” พร้อมกับทุ่มเงินลงทุนก้อนใหญ่ในบริษัท เช่น “ลาซาด้า” และ “เพย์ทีเอ็ม” โมบาย คอมเมิร์ซรายใหญ่ของอินเดีย





