กลุ่มทรูเปิดศึกอีคอมเมิร์ซอาเซียน เทงบลงทุน 5,300 ล้านบาท ดัน “ไอทรูมาร์ท” พร้อม “วีเลิฟช้อปปิ้ง” สยายปีกธุรกิจทั่วภูมิภาค
นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า มีแผนขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซภายใต้แบรนด์ “ไอทรูมาร์ท” และ “วีเลิฟช้อปปิ้ง” ไปทั่วภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าว่า จะสามารถขึ้นไปเป็นผู้นำตลาดได้ภายใน 3ปีจากนี้
ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโตที่ก้าวกระโดด ด้วยมูลค่าตลาดรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ แนวโน้มเติบโตประมาณ 20% ทุกปี
ปัจจุบัน ประชากรในภูมิภาคมีอยู่ราว 680 ล้านคน ทั้งมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านคนภายในอีก 15 ปีข้างหน้า ที่สำคัญเป็นกลุ่มคนอายุน้อย ที่น่าสนใจมีสัดส่วนเข้าถึงโมบายอินเทอร์เน็ต 56% การเติบโตของจีดีพีโตอยู่ระหว่าง 6-8%
เขากล่าวว่า ในเฟสแรกภายในสิ้นปี 2558 นี้มีแผนขยายไปฟิลิปปินส์ซึ่งประชากร 100 ล้านคน ผู้เล่นยังมีจำนวนไม่มากก่อน จากนั้นปี 2559 อีก 6 ประเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยตั้งงบการลงทุนสำหรับแผนดังกล่าวไว้ที่ 5,300 ล้านบาท
โดยแนวทางจะพิจารณาตามสภาพตลาด หากเหมาะกับโมเดลแบบบิสสิเนสสู่คอนซูเมอร์ (บีทูซี) ใช้ ไอทรูมาร์ท ถ้าเหมาะกับมาร์เก็ตเพลสซึ่งเปิดให้ผู้ค้าทั่วไปเข้ามาจำหน่ายได้ใช้ วีเลิฟช้อปปิ้ง การเข้าไปนอกจากต้องพัฒนาระบบการซื้อขาย ต้องไปสร้างระบบโลจิสติกส์ และส่วนเติมเต็มที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เบื้องต้นหาพันธมิตรร่วมกันทำตลาด
“เราหวังเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่เติบโตไปในระดับภูมิภาคเทียบเท่ากับผู้เล่นรายใหญ่ในอาเซียนเช่นลาซาด้าให้ได้”
พร้อมระบุว่า จุดแข็งสำคัญมาจากการมีประสบการณ์ในตลาดมานาน สามารถสั่งซื้อได้แบบข้ามประเทศได้ ขณะเดียวกันธุรกิจมีขนาดใหญ่มากพอที่จะสามารถทำราคาที่แข่งขันได้ดี
ส่วนตลาดไทย พบว่าเริ่มมีความพร้อมและแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง ปีนี้มีการคาดการณ์ว่าตลาดบีทูซีอีคอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 42,000 ล้านบาท ขยายตัวระดับ 20% ทุกปี
ปัจจุบัน อีคอมเมิร์ซไทยยังมีสัดส่วนเพียง 1% ของตลาดรวมค้าปลีก แต่ทั้งนี้ คาดว่า ปีหน้าจะเพิ่มไปเป็น 1.5-1.7% ขณะที่อีก 5 ปีมีโอกาสขยับไปถึง 7-8% ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของการเข้าถึงโมบายอินเทอร์เน็ต ส่วนอุปสรรคสำคัญคือช่องทางการชำระเงินและโลจิสติกส์ ต่อไปจะไปได้ดีขึ้นหากภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ทำงานร่วมกับภาคเอกชน พร้อมวางมาตรการภาษีที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ
นายสืบสกล สกลสัตยาทร ผู้จัดการทั่วไป ไอทรูมาร์ทดอทคอม กล่าวเสริมว่า ตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทคือห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์แท้ มีความหลากหลาย ราคาโดนใจ ขณะนี้ร่วมมือกับคู่ค้ากว่า 700 แบรนด์ มีสินค้าวางจำหน่ายมากกว่า 2 หมื่นรายการ สต็อกสินค้าไว้พร้อมจัดส่งมากกว่า 1 ล้านชิ้น
นอกจากนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงอย่างโมบาย ซึ่งขณะนี้ มีสัดส่วนการเข้าใช้กว่า 70% มากกว่านั้นทำให้ช่องทางการจ่ายเงินสะดวกที่สุด
ที่ผ่านมาทราฟฟิกการเข้าชมเว็บไซต์เติบโตทุกเดือน ข้อมูลล่าสุดเกิดการสั่งซื้อสัดส่วน 4.2% ต่อการเช้าชมเว็บไซต์ มากกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 2%
บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมสำหรับไอทรูมาร์ทในปี 2558 ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท หรือโต 800% จากปีก่อนหน้า ขณะนี้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายการราว 1,000 บาท ปีหน้ารวมเออีซีคาดว่าจะเติบโตได้เท่าตัวแตะ 6,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน ไอทรูมาร์ทครองอันดับ 1 ค้าปลีกออนไลน์ (บีทูซี) ในประเทศไทยด้วยยอดคำสั่งซื้อ 7,000 รายการต่อวัน ส่วนคู่แข่งประมาณ 3 พันกว่ารายการ ขณะที่หากรวมวีเลิฟช้อปปิ้งด้วยรวมทำได้กว่า 1.4 หมื่นรายการต่อวัน สุงสุดได้ถึง 1.85 หมื่นรายการต่อวัน
ขณะที่ รายได้ของวีเลิฟช้อปปิ้ง รายได้หลักกว่า 10 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขาย 4,000 ล้านบาท โตเกือบ 200% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปีหน้าคาดว่าจะโตอีกเกือบเท่าตัว
อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งกลยุทธ์พยายามหาสินค้าที่เหมาะกับความต้องการ ล่าสุดเปิดกลุ่มสินค้าใหม่ “แม่และเด็ก” ตอบโจทย์ผู้ปกครองยุคใหม่ซึ่งไม่ค่อยมีเวลาค้นหาสินค้าคุณภาพ ช่วงแรกมีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ 30% สำหรับสินค้าทุกชิ้น วันนี้ถึงวันที่ 15 พ.ย.255





