จับเข่าคุย “ราจีฟ บาวา” มือประสานสิบทิศดีแทค ชี้มีคลื่นมากขึ้น มีประมูลบ่อยขึ้นนับว่าเป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะดีแทค แต่จะมีประโยชน์ทั้งอุตฯ
ยิ่งใกล้วันประมูล 4จี ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมโทรคมก็ยิ่งน่าจับตา เพราะคาดกันว่า4จี จะเข้ามาเปลี่ยนภาพการแข่งขันในธุรกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค เศรษฐกิจในประเทศ เป็นส่วนเสริมสำคัญของนโยบายดิจิทัล อีโคโนมี การได้ประโยชน์จากจุดแข็งของเทคโนโลยีนี้ที่มีความเร็วสูงรับส่งข้อมูล อาจเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศได้ไม่น้อย
ขณะที่ ประเด็นการคลื่นคืน 5 เมกะเฮิรตช์ของ บมจ.โทเทิ่ล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ก็เริ่มชัดเจน เมื่อล่าสุด นายลาร์ส โอเคะ นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทคมีหนังสือเป็นทางการถึงนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ให้นำคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ไปประมูล 4จี ร่วมกับคลื่นความถี่ย่าน 1800 ภายใต้สัญญาสัมปทานที่สิ้นอายุของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด โดยคาดว่าพรุ่งนี้ (14 ก.ค.) กสทช.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา
ท่ามกลางการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าประมูล 4จี “กรุงเทพไอที” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "นายราจีฟ บาวา" รักษาการรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร ของดีแทค ซึ่งโดยความรับผิดชอบหลักที่ต้องเป็นมือประสาน “สิบทิศ” กับหลายภาคส่วน ที่เขายืนยันหนักแน่นว่า ดีแทคมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไทย กสทช.รวมถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และพร้อมทำตามกฏระเบียบที่เป็นมิตร ร่วมดันอุตสาหกรรมโทรคมไทยเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
มือประสาน“ดิจิทัลอีโคโนมี"
"ความสัมพันธ์ระหว่างดีแทคกับทุกๆ ฝ่าย ดีอยู่แล้ว เราต้องการช่วยรัฐบาลไทยขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัล อีโคโนมี เพราะเป็นแนวคิดที่ดี หมายความว่าใน 2-3 ปีจากนี้ คนไทยเกือบทั้งหมดต้องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ สามารถใช้บริการต่างๆบนโทรศัพท์มือถือได้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจะช่วยให้การดำเนินชีวิตของผู้คนดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะในด้านการศึกษา สุขภาพ การทำงานต่างๆ ทั้งช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นตามไปด้วย"
นายราจีฟ กล่าวว่า ดีแทคมีแผนส่งเสริม และสนับสนุนนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลายโครงการของดีแทค เช่น โครงการซีเอสอาร์ต่างๆ โครงการอินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออล ที่ต้องทำต่อให้มากขึ้น ผลักดันให้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาดีแทคทำแคมเปญสมาร์ทโฟน,แพ็คเกจเข้าถึงดาต้า, ซิมราคาประหยัด ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการให้ลูกค้าได้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนให้ได้มากที่สุด
"ผู้บริโภคต้องมีเครื่อง เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ บนเครือข่ายที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ เหล่านี้จะผลักดันไปพร้อมๆ กัน กลุ่มเกษตรกร ชาวนา ทำอย่างไรให้เขาเห็นความสำคัญในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมประโยชน์ให้เขาได้ การทำธุรกรรมการเงินผ่านเน็ต รวมไปถึงบริการด้านสุขภาพ การศึกษาที่อินเทอร์เน็ตต้องเข้าไปมีบทบาทที่สำคัญ"
ที่ผ่านมาแม้จะมีประสบการณ์ดูแลตลาดสื่อสารในหลายประเทศ เช่น อินเดีย แต่ก็ยังถือว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายทุกครั้งในแต่ละตลาดที่เข้าไป เพราะปัจจัยที่แตกต่างกันไป เช่นในตลาดอินเดียที่แม้จะเป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่าพันล้านคน แต่ปัญหาคือ คลื่นความถี่กลับมีน้อย จำนวนผู้ให้บริการมาก ซึ่งการประมูลแต่ละครั้งเพียง 1-2 เมกเท่านั้น
ขณะที่พฤติกรรมผู้ใช้งานในแต่ละประเทศก็ยังแตกต่างกันด้วย ซึ่งในอินเดียคนส่วนใหญ่ยังใช้มือถือราคาถูก และนิยมฟังวิทยุเอฟเอ็มจากมือถือ ต่างกับไทยที่ปัจจุบันคนใช้ดาต้าบนสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น
เร่งสาน3ภารกิจสำคัญ
เมื่อถามว่า สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนทันทีที่เข้ารับตำแหน่งนี้คืออะไร นายราจีฟ กล่าวว่า ต้องทำหลายอย่างมาก โดยเฉพาะโฟกัสใน 3 ส่วนหลัก แน่นอนว่า การสนับสนุนดิจิทัล อีโคโนมี เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องทำต่อเนื่อง ถัดมาคือเรื่องประมูลคลื่นความถี่ ในอนาคตต้องประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ อีกมาก การวางแผนเรื่องคลื่นความถี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้รู้ทิศทางของการลงทุน อีกสิ่งที่สำคัญ คือ สร้างกิจกรรมเน้นให้คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตผ่านบริการต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้ดาต้าในปริมาณที่สูงมาก และเติบโตรวดเร็ว
"จริงๆ แล้วในอุตสาหกรรมโทรคม ต้องอาศัยหลายๆ ส่วนประกอบกันไม่ว่าจะฝั่งโอเปอเรเตอร์ รัฐบาล ไอซีที สิ่งที่จะทำให้มันไปได้ดี คือ ทุกคนต้องมีแนวคิดมุ่งให้ความสำคัญไปที่ผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ เรกูเลเตอร์ก็ต้องมีกฏเกณฑ์ที่เป็นมิตรกับโอเปอเรเตอร์ ทำให้โอเปอเรเตอร์มีบริการที่ได้คุณภาพ มีมาตรฐานออกมาให้ผู้บริโภคได้ใช้งาน และที่สำคัญที่สุด ต้องมีคลื่นความถี่ที่มากพอเพื่อทำให้เกิดบริการที่ดี และหลากหลายเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น"
ไร้กังวลเกณฑ์“สเปคตรัมแคป”
นายราจีฟ ยังได้กล่าวถึง หลักเกณฑ์ใหม่ๆ เช่น การกำหนดเพดานถือครองคลื่นความถี่ (สเปคตรัม แคป) ตามความเข้าใจ คือ หากประมูลคลื่นใหม่ได้เท่าไร ก็ต้องคืนคลื่นเดิมที่ถืออยู่ในสัมปทานไปจำนวนเท่าไร ซึ่งรายละเอียดของร่างเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 1800 เมกะเฮิรตซ์ (ไอเอ็ม) ก็เป็นลักษณะนั้น จึงมั่นใจว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร จากกรณีที่ดีแทคถือครองคลื่นความถี่ปัจจุบันจำนวน 75 เมกะเฮิรตซ์ เพราะแม้จะมีคลื่นมากกว่าคนอื่นแต่ในทางกลับกัน ดีแทคไม่ได้ใช้คลื่นเต็มจำนวนทั้งหมดอยู่แล้ว
หลักเกณฑ์กำหนดสเปคตรัม แคปไว้ที่ 60 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคมองเป็นเรื่องการวางหลักเกณฑ์ในระยะยาว และพร้อมปฎิบัติตามระเบียบหรือประกาศของกสทช.ที่ออกมา เพราะก็เห็นว่าการคืนคลื่นความถี่ไปเพื่อจัดสรรใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและประเทศก็เป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุนออย่างเต็มที่
"ดีแทคเข้าใจที่กสทช.ทำแบบนี้ เพราะกลัวว่าประมูลครั้งต่อไปจะมีคลื่นเข้าประมูลไม่เพียงพอ ก็เห็นด้วยกับการคืนคลื่นไปเพื่อประมูล เพราะหากประมูลได้แล้วทุกคนไม่คืนในส่วนที่เหลือใช้ ครั้งต่อไปก็จะไม่มีคลื่นประมูล"
นายราจีฟ กล่าวว่า การที่ดีแทคถือคลื่นทั้งหมดรวมทุกย่านความถี่ 75 เมกะเฮิรตซ์ จะมองเป็นเรื่องได้เปรียบก็ถูกในบางกรณี เช่น วางแผนธุรกิจลงทุนขยายโครงข่ายแต่ละย่านความถี่ได้ ดีแทคมีทั้ง 850 1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ แต่อีกด้านหนึ่งดีแทคยังเป็นรายเดียวที่อยู่ในสัมปทานกับกสท โทรคมนาคมไปจนถึงปี 2561 และจ่ายส่วนแบ่งรายได้ปีละ 30% ซึ่งมากกว่าคู่แข่งทุกราย ในทางกลับกันเราก็ลงทุนย่านเดิมของสัมปทานต่อเนื่อง ไม่ได้เลือกเฉพาะลงทุนในใบอนุญาตใหม่”
มีข้อเสนอวันประชาพิจารณ์
ส่วนการรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ร่างไอเอ็มฯการประมูล 4จี ดีแทคยืนยันว่า การประมูลคลื่นความถี่ตามหลักสากลควรจัดสรรคลื่นเป็นสลอตๆ ละ 5 10 หรือ 15 เมกะเฮิรตซ์ หากเหลือเศษ 2.5 เมกะเฮิรตซ์การใช้งานอาจไม่เต็มประสิทธิภาพ และเสียโอกาสการใช้คลื่นไปโดยเปล่าประโยชน์ การสรุปของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่มีมติให้แบ่งการประมูลไว้เบื้องต้นใบละ 12.5 เมกะเฮิรตซ์ และจะนำเอาหลักเกณฑ์นี้ไปประชาพิจารณ์ ดีแทคเห็นว่าควรจะเป็นสลอตจำนวนคลื่นตามที่ระบุข้างต้นมากกว่า
ดีแทคยังปฎิเสธข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า มีเงื่อนไขการคืนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ที่หารือกับกสท และกสทช.ไปก่อนหน้า และมีกระแสข่าวดีแทคต้องการคืนคลื่นเพื่อให้แบ่งใบอนุญาตออกเป็น 3 ใบๆ ละ 10 เมกะเฮิรตซ์ไม่เป็นความจริง เข้าใจว่าเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมากกว่า เนื่องจาก ดีแทคได้เสนอไอเดียว่าควรจัดสรรคลื่นเป็นสลอตให้ลงตัวสลอตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อรวมกับคลื่นของดีแทคที่คืนไปก็จะมีจำนวน 30 เมกะเฮิรตซ์แบ่งได้ 6 สลอตช่วยสร้างการแข่งขันที่ดีมากขึ้นในการประมูล
หากข้อเสนอคืนคลื่นของดีแทครวมเป็นใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ก็บรรลุความตั้งใจที่ช่วยให้เกิดการใช้คลื่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่หากการประสานงานต่อและจัดเตรียมเอกสารของกสทฯไม่ทันก็อยากให้นำไปประมูลในครั้งต่อไปทันที หลังจากประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หวังโรดแมพคลื่นชัดเจน
"ส่วนไอเอ็มประมูล 4จี ที่ออกมา ดีแทคก็เห็นเท่าๆ ที่สื่อเห็น ก็ต้องมาดูว่าในไอเอ็มมีเงื่อนไขอะไรที่เราควรต้องพิจารณาบ้าง ส่วนจะเข้าประมูลทั้ง 2 คลื่นเลยหรือไม่ ซึ่งจริงๆ เราก็สนใจที่จะประมูลคลื่นที่เราคิดว่าจะเข้ามาสนับสนุนการให้บริการลูกค้าได้ ซึ่งในวันประชาพิจารณ์นั้น สิ่งที่เราจะเสนอหลักๆ คือ เราอยากรู้ว่า จะมีเสปคตรัม โรดแมพข้างหน้าอย่างไร จะไ้ด้โฟกัสการลงทุนในอนาคตได้ เป็นสิ่งที่สำคัญถ้าเรารู้ว่าต่อไปข้างหน้าจะมีคลื่นอะไรมาประมูล จะทำให้เราวางแผนๆ ได้ง่ายขึ้น และการมีคลื่นมากขึ้น มีประการประมูลบ่อยขึ้นก็เป็นประโยชน์ ไม่้ใช่แค่เฉพาะดีแทคแต่ก็จะมีประโยชน์ทั้งอุตสาหกรรม"
ทั้งนี้ ดีแทคต้องการให้กสทช.กำหนดแผนโรดแมพการจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะเกิดในอนาคตต่อไปด้วย อาทิ ในย่าน 850 1800 2300 และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ เพราะแม้ว่ากสทช.จะออกมาพูดเรื่องคืบหน้าในการเรียกคืนคลื่นความถี่จากหน่วยงานที่ถือครองเดิม แต่ในแง่ของเอกชนยังอยากให้เกิดตารางคลื่นความถี่อื่นๆเพราะเดิมกสทช.เคยตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกสทช.กับเอกชนแต่สุดท้ายก็ยุบคณะกรรมการดังกล่าวไป
ยันปัญหาสายหลุดจะดีขึ้น
นายราจีฟ ยังได้กล่าวถึงประเด็น “สายหลุด สัญญาณล่ม" ด้วยว่า เป็นปัญหาที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาจจะมาจากตัวเครื่อง สัญญาณ ต้นทาง ปลายทาง แต่ที่เชื่อว่า เป็นปัญหาหลัก คือ ตึก อาคารสูงๆ ทุกครั้งที่สร้างขึ้นใหม่ มีผลให้บางบริเวณเกิดการอับสัญญาณ การขยายเซลไซต์ก็ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในตัวเมือง
"จริงแล้วๆ ตัวเลขสายหลุดก็ไม่ได้มากอะไร ประมาณ .4 ไม่ถึงครึ่่งเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ซึ่งเราก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกับกสทช ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดู ถ้าเกิดปัญหาจากสัญญาณ ก็ต้องมีการขยายเซลไซต์ซึ่งประเด็นนี้ กสทช.ก็จะต้องช่วยเรา ปัญหาสายหลุดต่อไปจะดีขึ้น"
ราจีฟ บาวา ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งรักษาการรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร ดีแทค เพื่อรับผิดชอบงานกลุ่มกิจการองค์กร รัฐกิจสัมพันธ์และกฎหมาย ก่อนหน้านี้เขาได้ดำรงตำแหน่ง Chief Representative Officer ของยูนินอร์ (Uninor) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทของเทเลนอร์ดูแลองค์กรสัมพันธ์และกลยุทธ์ในประเทศอินเดีย และทำงานร่วมกับเทเลนอร์ เอเชีย เพื่อผลักดันผลงานและกำหนดกลยุทธ์ในประเทศอินเดีย





