เปิดฐานปฏิบัติการ ‘อาร์แอนด์ดี’ โค้ดดิ้งสู่ไมโครซอฟ์ยุคใหม่

เปิดฐานปฏิบัติการ ‘อาร์แอนด์ดี’ โค้ดดิ้งสู่ไมโครซอฟ์ยุคใหม่

ตามไปดูฐานปฏิบัติการวิจัยและพัฒนายักษ์ซอฟต์แวร์ในจีน

ไม่บ่อยนักสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่จะยอมเผยถึงแผนการเติบโตระยะยาวยิ่งในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่กำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี “นวัตกรรม” และความแตกต่างจึงถือเป็นความได้เปรียบที่ใครยิ่งมียิ่งสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจ โดยเฉพาะยักษ์ซอฟต์แวร์อย่าง “ไมโครซอฟท์” ที่บัลลังก์แชมป์เริ่มสั่นคลอนเมื่อซอฟต์แวร์บนพีซีเริ่มไม่ใช่ตัวเลือกอันดับหนึ่งของผู้ซื้ออีกต่อไป

การเปิดฐานปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา “ไมโครซอฟท์ ไชน่า เซ็นเตอร์ วัน” ที่เมืองจงกวนชุน เขตอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีในปักกิ่งที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเล่ย์ของจีนให้แก่สื่อมวลชนจากทั่วเอเชียแปซิฟิกได้สัมผัสเป็นกลุ่มแรกในโลกจึงนับเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยว่าไมโครซอฟท์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น และกำลังเปลี่ยนภาพจากบริษัทซอฟต์แวร์ปิดสู่สังคมแห่งการแบ่งปัน และเปิดกว้างคลังข้อมูลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่บริษัทวางหมากไว้เพื่อการเติบโตในอนาคตให้โลกภายนอกได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว

ไมโครซอฟท์ยุคเปิดกว้าง
นายเชียว เหวิน ฮอน ประธานกลุ่มวิจัยและพัฒนาประจำเอเชีย-แปซิฟิก และกรรมการผู้จัดการไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช เอเชีย บอกว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ซิลิคอนวัลเลย์จีนเป็นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่นอกสหรัฐที่ตั้งขึ้นเพื่อฟูมฟักการเติบโตระยะยาวให้ไมโครซอฟท์แบบครบวงจร ตั้งแต่การทำวิจัยระดับโลก การบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการวางแผนการสำหรับระบบนิเวศทั้งหมดของธุรกิจ

ทั้งนี้ยังสอดรับกับวิชั่นของไมโครซอฟท์ยุคใหม่ภายใต้การนำของซีอีโอ “นายสัตยา นาเดลล่า” ที่ประกาศหลังรับตำแหน่งปีที่ผ่านมาว่าไมโครซอฟท์ต้องการที่จะเพิ่มขีดความสามารถของระบบการประมวลผลส่วนบุคคล พลิกโฉมกระบวนการทำงานยุคใหม่ที่จะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างคลาวด์อัจฉริยะเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการทำงาน

“กว่า 40 ปีของไมโครซอฟท์นับว่ายาวนาน มีเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย การเปิดกว้างจึงเป็นทางเดียวที่จะทำให้บริษัทสามารถปรับตัวและมีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปิดกว้างทางด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสิ่งแปลกใหม่ หรือที่เราเรียกว่านวัตกรรมให้อุตสาหกรรม”

ดาวเด่นซิลิคอนวัลเล่ย์จีน
แม้จะไม่ใช่ฐานปฏิบัติการหลักที่เมืองเรดมอนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ แต่ศูนย์วิจัยและพัฒนาของไมโครซอฟท์ในจงกวนชุนถือเป็นฐานพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญระดับที่ “นวัตกรรม”ที่พัฒนาได้จากจีนจะกลายเป็นนวัตกรรมในตลาดโลกด้วย

นายฮอนบอกว่า เอเชียเป็นพื้นที่ที่มีวิศวกร นักวิจัย และคนที่มีพรสวรรค์อยู่มาก ทำให้บริษัทตัดสินใจมากตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสำคัญ และหน่วยงานย่อยอีกหลายแห่งในจีน ซึ่งแต่ละปีบริษัทลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาเป็นเงินมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเฉพาะศูนย์ใหญ่ที่จงกวนชุน

โดยอาคารที่ตั้งของฐานปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา 2 ตึกพื้นที่ร่วมกันกว่า 1.5 แสนตารางเมตร จุพนักงานได้กว่า 5,000 คนยังจัดว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการบริษัทไอทีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของจงกวนชุน

แต่ที่น่าสนใจคือ พื้นที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศหลายแห่ง และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่มาอยู่รวมกันสะท้อนถึงความต้องการของไมโครซอฟท์ที่ต้องการดึงดูดคนเก่ง และทำงานใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษา ตลอดจนพันธมิตรในอุตสาหกรรมแทนที่จะ่แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว

มุ่งคลาวด์-โมบาย เฟิร์ส
ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญคือ การเป็น “โปรดักทิวิตี้ แพลตฟอร์ม คอมพานี” ที่เน้นหนักกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสำหรับยุคที่มีโมบายและคลาวด์เป็นตัวนำสำคัญตามเทรนด์ที่เรียกว่า “โมบาย เฟิร์ส” และ “คลาวด์ เฟิร์ส” ผสมผสานกับกลยุทธ์การเติบโตแบบ “โกรวธ์ แฮคกิ้ง (Growth Hacking)” ที่นอกจากจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว วิธีการทำตลาดก็ต้องมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ด้วย

นายฮอนเผยว่า ปัจจุบันไมโครซอฟท์พัฒนาผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่ตอบโจทย์กับเทรนด์ดังกล่าว เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 10 ที่หัวใจสำคัญของการพัฒนาโอเอสเวอร์ชั่นนี้ไม่ใช่เพื่ออัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ แต่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของยูสเซอร์ที่ไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งหรือฮาร์ดแวร์ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น และยังเป็นเวอร์ชั่นที่ไมโครซอฟท์พัฒนาขีดความสามารถแบบก้าวกระโดดรองรับทุกการใช้งานตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไป องค์กร จนถึงการใช้เพื่อความบันเทิงบนอุปกรณ์ชนิดต่างๆ

ตลอดจนการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์รูปแบบใหม่ๆ เช่น ภายในปีนี้จะได้เห็นการเปิดตัวแว่นตาที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า “โฮโลเลนส์” ที่ใช้เทคโนโลยีออคเมนท์ เรียลริตี้สร้างภาพแบบ 3มิติสร้างความแตกต่างจากแว่นอัจฉริยะทั่วไปที่ใช้การสร้างภาพเสมือนหรือเวอร์ชวล เรียลริตี้บนหน้าจอเท่านั้น แต่ใช้งานจริงได้ยาก เพราะไม่มีความตื้นลึก และมิติที่ทำให้ใส่แว่นตาเป็นเวลานานไม่ได้

อย่างไรก็ตามภายใต้กลุ่มวิจัยและพัฒนาในเอเชียแปซิฟิก มีศูนย์ปฏิบัติการทั้งหมด 6 แห่งคือที่ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, ซูโจ, เสิ่นเจิ้น, ไทเป และโตเกียว เป็นศูนย์ปฏิบัติการอาร์แอนด์ดีที่ใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์นอกสหรัฐ

ไมโครซอฟท์มีแผนพัฒนาทั้งระยะสั้น 3-5 ปี และระยะยาว 5-10 ปีสำหรับเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเน้นงานวิจัยด้านระบบการเชื่อมต่ออย่างเป็นธรรมชาติกับผู้ใช้ (Natural User Interface) ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนโฉมการใช้งานอุปกรณ์ประมวลผลที่ไม่ยึดติดว่าจะต้องมีหน้าตาเหมือนคอมพิวเตอร์เช่นในปัจจุบัน แต่อาจเป็นหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เคยพบเห็นในภาพยนตร์ และเหนือจินตนาการ

นอกจากนี้ไมโครซอฟท์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยีการค้นหา และโฆษณาออนไลน์ที่เป็นเทรนด์ของธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต และงานวิจัยด้านมัลติเดียยุคหน้า การประมวลผลข้อมูลที่ล้ำลึกมากขึ้นและสามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้อย่างเกิดประโยชน์ รวมถึงพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์


ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี “สไกป์ ทรานสเลเตอร์” ที่เป็นเครื่องมือแปลภาษาแบบเรียลไทม์ที่ทำให้คนที่ใช้ภาษาที่แตกต่างกันทั่วโลกสามารถสื่อสารกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด

หรือตัวอย่างของการพัฒนาระบบผู้ช่วยดิจิทัล “คอร์ตาน่า” บนระบบปฏิบัติการวินโดว์สใหม่ ซึ่งในจีนก็มีการพัฒนาเวอร์ชั่นให้เหมาะกับการใช้งานในท้องถิ่นหรือที่เรียกว่า “เสี่ยวน่า (Xiaona)” ที่ระบบจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงวัฒนธรรมหรือความต้องการของผู้ใช้ชาวจีนและตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
ผลจากการศึกษาและวิจัยได้นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดระดับโลกจำนวนมาก เช่น ระบบค้นหาบิง, สไกป์, คอร์ตาน่า, เสี่ยว ไอซ์ (Xia Ice) โปรแกรมแชทอัตโนมัติ และไมโครซอฟท์อะซัวร์