“ไอดีซี” เผยทิศทางตลาดสมาร์ทโฟนโลกปีนี้คาดจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเพียง 12% ช้าลงจากปีก่อนหน้าที่ยังเติบโตได้ถึง 26%
ทั้งนี้เพราะการแข่งขันที่ดุเดือดทั้งสเปค ราคา และสารพัดกลยุทธ์ที่แต่ละแบรนด์งัดมาประชันกัน สะท้อนความยากเย็นในการอยู่รอดในตลาดสมาร์ทโฟนที่นับวันจะทำกำไรได้ยากขึ้น
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความหวังทั้งหมด เมื่อยังพอมีข่าวดีอยู่บ้างหลังอินเตอร์แบรนด์รายใหญ่เริ่มรายงานตัวเลขและคาดการณ์รายได้หลังผ่านไตรมาสแรกของปี
เอชทีซีเริ่มปรับตัวดีขึ้น
เริ่มต้นด้วย “เอชทีซี คอร์ป” จากไต้หวันเริ่มเห็นสัญญาณดีว่าจะเริ่มทำกำไรได้ต่อเนื่องอีกไตรมาส แม้ว่าในตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางที่บริษัทกำลังให้ความสนใจจะยังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
โดยเอชทีซีเผยตัวเลขเบื้องต้นคาดว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 360 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (11.6 ล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นจากสภาวะขาดทุนเมื่อปีก่อนหน้า แม้จะยังไม่ดีนักแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าว่าจะมีกำไรสุทธิไตรมาสแรกอยู่ที่ 155.5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ทั้งนี้ เป็นผลจากความพยายามลดต้นทุนและปรับกลยุทธ์จากเป้าหมายใหญ่ในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมลงมาล่นในตลาดระดับกลางมากขึ้น ซึ่งผลสำรวจความเห็นของธอมสันรอยเตอร์ส คาดการณ์ว่า สถานการณ์ของเอชทีซีจะแข็งแกร่งมากขึ้นอีกเมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นแฟล็คชิพล่าสุด “วัน เอ็ม9” เริ่มออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในท้องตลาด โดยคาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิในไตรมาสสิ้นสุดเดือน มิ.ย.จะพุ่งไปแตะที่ 1.97 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ครึ่งปีหลังยังต้องลุ้น
อย่างไรก็ตาม อนาคตยอดขายหลังไตรมาสสองยังยากเกินไปที่จะฟันธงได้ชัดตอนนี้้ ในขณะที่ “แอ๊ปเปิ้ล” ยังคงครองความโดดเด่นในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนหรือกลุ่มไฮเอ็นด์ ส่วนตลาดระดับล่าง ก็ต้องยอมรับว่าแบรนด์จีนโดยเฉพาะ “เสี่ยวหมี่ อิงค์” ยังคงแผ่ขยายความนิยมจนเริ่มกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว ผนวกกับความท้าทายที่ตลาดสมาร์ทโฟนในภาพรวมทั่วโลกเริ่มเติบโตช้าลง เพราะเริ่มถึงจุดอิ่มตัว
ดูจากปีที่ผ่านมา ที่ยอดขายรุ่นแฟล็คชิพ “วัน เอ็ม8” ของเอชทีซีเริ่มออกอาการไม่ดีแม้จะเปิดตัวได้เพียง 2 เดือน ทำให้ซีเอฟโอออกอาการผิดหวังที่โมเมนตัมยอดขายดียังไม่ทันจะพ้นไตรมาส
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า สถานการณ์ของเอชทีซีเริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นเพราะความสำเร็จในการผลักดันสมาร์ทโฟนระดับกลาง หรือ “ดีไซร์ ซีรีส์” ที่มุ่งเป้าผู้ใช้งานในตลาดเกิดใหม่ จากก่อนหน้านี้เอชทีซีตั้งความหวังกับสมาร์ทโฟนไฮเอ็นด์เพียงอย่างเดียว แต่ทว่าส่วนแบ่งตลาดกลับร่วงกราวรูดลงมาเหลือต่ำกว่า 2% จากที่เคยมีเป็นตัวเลขสองหลักและกระเด็นออกจากท็อป 10 แบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดในช่วงเวลาเพียง 3 ปี เพราะเจอแรงเบียดจากแอ๊ปเปิ้ลและซัมซุงที่ก้าวขึ้นมาครองผู้นำในตลาดพรีเมียมอย่างเหนียวแน่น
ซัมซุงหวังเอส6 เพิ่มกำไร
อย่างไรก็ตาม สำหรับแบรนด์ใหญ่อย่าง “ซัมซุง” ที่แม้จะมียอดขายดีติดอันดับท็อปของตลาด แต่เมื่อคำนวณกำไรที่เหลือก็ยังออกอาการน่าเป็นห่วงเพราะส่วนต่างกำไรที่เคยทำได้ 15% มากกว่า 10 ไตรมาสกลับลดฮวบลงมาเหลือ 7.1% เมื่อไตรมาสสามปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ทำให้การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นไฮไลต์ของปีนี้ทั้ง “กาแล็คซี่ เอส6” และขอบจอโค้ง “กาแล็คซี่ เอส6 เอดจ์” กลายเป็นรุ่นความหวังที่บรรดานักวิเคราะห์กำลังจับตาดูว่าจะช่วยเพิ่มกำไรให้กับซัมซุงได้หรือไม่
โดยในการประชุมกับนักวิเคราะห์ปีที่ผ่านมา นายคิม ฮยุน-จุง รองประธานอาวุโส กลุ่มโมบายของซัมซุง ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าที่จะทำกำไรให้กลับมาเป็นตัวเลขสองหลักอีกครั้ง ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายได้คือ การเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส6 และ เอส6 เอดจ์ ซึ่งทำราคาขายราว 600 ดอลลาร์ และเครื่องเปล่าที่ 1,000 ดอลลาร์ในตลาดสหรัฐ
เมื่อเทียบระดับราคาแล้ว เอส6 ก็ยังอยู่ในระดับเดียวกับรุ่นก่อนหน้า คือ กาแล็คซี่ เอส5 ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ซัมซุงก็ยังคาดหวังกับเอส 6 ที่ปรับดีไซน์ให้หรูมากขึ้นและขอบจอโค้งว่าจะสามารถดึงดูดความสนใจผู้ซื้อได้แม้จะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มมาไม่มากก็ตาม
นอกจากนี้ การปรับปรุงวัสดุที่เปลี่ยนจากพลาสติกมาเป็นโลหะก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซัมซุงน่าจะเป็นที่สนใจจากตลาดมากขึ้น
ขณะที่ นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างเชื่อว่า เอส 6 เอดจ์ จะมียอดขายมากกว่า เอส 6 ธรรมดา และจนถึงขณะนี้สมาร์ทโฟนแฟล็คชิพของซัมซุงก็ยังมีกระแสวิจารณ์เชิงบวกหลังเปิดตัว แต่อาจยังต้องลุ้นว่าจะสามารถเรียกมนต์สะกดได้มากน้อยเพียงใด เพราะคู่แข่งสำคัญอย่าง “แอ๊ปเปิ้ล” นำหน้าไปแล้วด้วยไอโฟน6 และ ไอโฟน 6 พลัส กวาดยอดขายทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์





