วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรดแมพ ก.วิทยาศาสตร์ฯ

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมที่จะเป็น “ข้อต่อ” ของทุกกระทรวง เพื่อเดินสู่เป้าหมายเดียวกันคือปฏิรูปประเทศไทย

"กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมที่จะเป็น “ข้อต่อ” ของทุกกระทรวง เพื่อเดินสู่เป้าหมายเดียวกันคือปฏิรูปประเทศไทย และเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" เจตจำนงของ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ หลังจากก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

"ครั้งแรกในใจที่ตัดสินใจรับหน้าที่นี้คือ การปฏิรูป ผมไม่ได้มาแก้ปัญหาแต่มาเพื่อปฏิรูป สมมติกับช่วงเวลาที่เรามีอยู่ X ปี จะรีบทำในส่วนของการสร้างกระบวนการและกรอบ เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนที่ทำไม่ทันจริงๆ ก็ใช้วิธีการวางระบบไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปสานต่อ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นใคร เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน"

ฉะนั้น แนวทางการทำงานของรัฐมนตรีท่านนี้ จึงเริ่มที่การกระจายงานให้กับหน่วยงานต่างๆ ได้รับผิดชอบภายใต้เป้าหมายเดียวกันและใช้ระบบ เป็นตัวกำกับดูแล

เปลี่ยนไทยสู่ประเทศฐานความรู้

แนวนโยบายการดำเนินงานตามโรดแมพของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อนำไปสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัย

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุนงานพร้อมกับการเป็น "ข้อต่อ" ให้ทุกกระทรวงเพื่อเป็นพลังร่วม ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา จึงได้จัดระดมสมองจาก 15 หน่วยงานตลอดระยะเวลา 3 เดือน และกลั่นออกมาเป็น "โรดแมพ" สำหรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วย 6 แผนงานหลัก ได้แก่

แผนงานแรกคือ การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D CENTER) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานไทย สร้างโอกาสทางอาชีพให้กับบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตที่อาศัยแรงงานราคาถูก มาเป็นฐานการผลิตที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

แผนงานที่ 2 การสนับสนุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ประกอบด้วย การพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยีระบบราง การสนับสนุนการจัดตั้ง Rubber City โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการพัฒนากำลังคน และเพิ่มมูลค่าผลผลิตของอุตสาหกรรมยางพารา การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมด้านอาหาร หรือ Food Innopolis ที่จะนำไปสู่ความเป็นอิสระด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของคนไทย การเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรไทย และ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ

แผนงานที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้าน วทน. โดยกระทรวงให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ด้วย One-stop Service ด้านการวัดและวิเคราะห์ มาตรฐานและคุณภาพ การบริการห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมสังคมสีเขียวเทคโนโลยีสีเขียว การลดกำแพงทางการค้า การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไทย

ชงนวัตกรรมเป็นวาระแห่งชาติ

แผนงานที่ 4 ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั่วประเทศ ให้เข้าถึง วทน.ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานแข่งขันได้ การสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงกองทุนวิจัยและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ

สำหรับแผนงานที่ 5 เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงมากขึ้น เช่น การจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ สนับสนุนให้เกิดพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หอดูดาว ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาสนใจวิทยาศาสตร์

การเพาะปลูกอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการควบคุมการเพาะปลูก การสร้างสมาคมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจแก่ภาครัฐ การจัดตั้งสถาบันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำไปสู่การขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี

แผนสุดท้ายจะเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยผลักดันนวัตกรรมเป็นวาระแห่งชาติ ปรับโครงสร้างการกำกับดูแลและการบริหารจัดการด้าน วทน.ของประเทศ ผลักดันให้มีการจัดทำกรอบงบประมาณราย 5 ปี เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อใช้ วทน. ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรและบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าและยั่งยืน รวมถึงการยกระดับศูนย์วิจัยต่างๆ ทั่วประเทศ

3 ดัชนียกระดับกระทรวง

"โรดแมพทั้ง 6 แผนงาน ตามที่ได้กล่าวข้างต้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมที่จะเป็น “ข้อต่อ” ของทุกกระทรวงเพื่อเดินสู่เป้าหมายเดียวกันคือปฏิรูปประเทศไทย และเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน"

พิเชฐ กล่าวว่า การที่เกรดกระทรวงจะเพิ่มขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถขับเคลื่อนสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น แล้วการวัดเกรดจะเห็นผล แต่ถ้าเราตั้งเกรดแต่แรกมันคงไม่ใช่ ส่วนเกณฑ์การวัดจะต้องดูจาก 1.ผลของสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะทำให้เศรษฐกิจดีและยั่งยืนขึ้น 2. เอื้อให้ประชาชนได้รับการแก้ปัญหาหรือพัฒนาเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ระดับการศึกษา สาธารณสุข อาชีพของคนในชุมชน คุณภาพชีวิต 3. บวกกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี สรุปว่าสามตัวชี้วัดนี้จะทำให้เรามองเห็นคุณค่าของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

"ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสต์ถูกมองว่าเป็นกระทรวงเกรดซี อาจเป็นเพราะนโยบายไม่เข้าถึง หรือเป็นเพราะงบประมาณน้อยหรือป่าว แต่ผมคิดว่าความยากอย่างหนึ่งในการให้เกรดเพราะความที่เป็นข้อต่อ ไม่เหมือนกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงท่องเที่ยวที่เป้าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่ม 15% หรือกระทรวงพาณิชย์ส่งออกเพิ่ม 28% แต่เราเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นข้อต่อของกระทรวงต่างๆ ผลงานของเราอยู่ที่กระทรวงเหล่านั้น ดังนั้น ต่อจากนี้ไปนอกเหนือจากการเป็น "ข้อต่อ" ผมจะมีโปรเจคที่ผลักดันให้เกิดผลงานจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ออกมา" พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย