นักวิจัย มจธ.พัฒนากระบวนการแปรชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงและสารเคมีราคาสูง
วัสดุเหลือจากระบบเกษตรกรรม ในประเทศไทย ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อยอดได้แล้วเกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เชื้อเพลิง พลังงาน ผลิตภัณฑ์ของใช้ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรทั้งสิ้น
แต่การนำเศษวัตถุดิบทางการเกษตรมาสกัดเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เชื้อเพลิงและสารเคมีที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากสามารถทดแทนสารเคมีนำเข้านั้น จะเรียกว่าไม่มีใครทำเลยในประเทศไทยก็คงไม่ได้แล้ว เพราะล่าสุดทีมวิจัย รศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้บุกเบิกงานวิจัยและพัฒนาที่ว่าด้วย “กระบวนการแปรสภาพชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงและสารเคมีมูลค่าสูง” จากซังข้าวโพด ชานอ้อย ฟางข้าว กะลาปาล์ม และเศษวัตถุดิบอื่นๆ ที่หลงเหลือจากระบบเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
เป็นที่ทราบกันดีว่า ชีวมวล คือสารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติ ชีวมวลได้แก่เศษวัสดุเหลือจากการเกษตรหรือกากจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่นแกลบ น้ำตาลทราย เศษไม้ ชีวมวลเหล่านี้มีองค์ประกอบหลัก 3 ชนิดคือ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ซึ่งสารประกอบทั้งสามชนิดสามารถนำมาแปรสภาพเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตเคมี และอุตสาหกรรมเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เราพยายามค้นหาคุณค่าอีกมุมหนึ่งของชีวมวล โดยเริ่มต้นจากการแยกส่วนแล้วนำไปผลิตเป็นสารเคมีเพราะชีวมวลในประเทศไทยมีจำนวนมาก เราต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มที่มากกว่าเดิม และเราก็ทำได้จริงเราค้นพบว่า การนำตัวทำละลายในกลุ่มคีโตน แอลกอฮอล์ และกรด ซึ่งทั้งหมดเป็นสารอินทรีย์เข้าไปทำละลายชีวมวล ด้วยอุณหภูมิและความดันในระดับต่างๆ ภายใต้ระยะเวลาที่เหมาะสมกระทั่งเมื่อหยุดกระบวนการสกัดแล้วจะได้สารทั้งสามชนิดออกมาในระดับที่บริสุทธิ์มาก โดยเฉพาะลิกนินที่บริสุทธิ์มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์”
หลังจากประสบความสำเร็จในงานวิจัยระดับแลปแล้ว ล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัท PTT Global Chemical เข้ามาสนับสนุนทุนวิจัยและยกระดับจากแลปสเกล ขึ้นมาเป็นตัวต้นแบบ (Prototype) เพื่อพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีดังกล่าวสู่เชิงพาณิชย์
ดร.นวดล เปิดเผยว่า ทั้ง เฮมิเซลลูโลส เซลลูโลส และลิกนิน เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรมอาทิ อุตสาหกรรมอโรแมติก สามารถเปลี่ยนเป็น สารฟินอริกคอมพาวด์ phenolic compounds ฯลฯ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนการผลิตในประเทศจะต้องอาศัยการสกัดจากน้ำมันดิบซึ่งในประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบประเภทนี้มากนัก กระบวนการได้มากจึงอาจจะต้องนำเข้าน้ำมัน แล้วนำมากลั่นแยกเพื่อให้ได้องค์ประกอบของสารหลายๆ อย่างก่อนนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ
“แต่แทนที่เราจะนำเข้า เพราะประเทศไทยมีชีวมวลอยู่แล้วจำนวนมาก การนำมาสกัดแยกสารที่มีมูลค่ามากในระดับอุตสาหกรรมย่อมสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรของไทย ที่สำคัญกระบวนการวิจัยใช้สารละลายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาไม่แพง และหาได้ภายในประเทศไทย ปัจจุบันเราสามารถสกัดลิกนินที่บริสุทธิ์มากประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ยังต้องพัฒนาต่อคือเรายังดึงลิกนินที่บริสุทธิ์ออกมาได้เพียง 70 เปอร์เซ็นต์จากชีวมวลทั้งหมด อย่างไรก็ตามคาดว่า ภายใน อีก 1-2 ปีข้างหน้าจะต้องขยับผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยออกมาในระดับที่น่าพอใจมากกว่านี้ เพื่อยกรับอุตสาหกรรมของไทยให้ได้”





