ระบบสูบและกำจัดสิ่งปฏิกูลอัจฉริยะ ผลผลิตจากการวิจัยในรูปแบบ การตลาดนำการวิจัยผ่านการวางกรอบการพัฒนาเทคโนโลยี
ระบบสูบและกำจัดสิ่งปฏิกูลอัจฉริยะ ผลผลิตจากการวิจัยในรูปแบบ “การตลาดนำการวิจัย” หรือ Market-driven Approach สร้างความมั่นใจว่าประสบความสำเร็จทางการตลาด ผ่านการวางกรอบการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและผู้ใช้ระดับครัวเรือน รีสอร์ทจนถึงกิจการรถดูดส้วมทั่วไป
“เราพยายามต่อยอดงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ให้ได้ในปีหน้า ส่วนปลายปีนี้เริ่มติดตั้งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ เบื้องต้นได้ลงนามความร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษและสหประชาชาติในไทย โดยเอไอทีจะเป็นศูนย์ข้อมูลเชิงวิชาการในการนำเสนอเทคโนโลยี ขณะที่กรมควบคุมมลพิษจะศึกษานวัตกรรมที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาพร้อมกับปรับกฎ กติกาให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยเพื่อแก้ปัญหาได้เหมาะสม” รศ.ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) กล่าว
นวัตกรรมบำบัดสิ่งปฏิกูล
รศ.ธรรมรัตน์ ได้รับทุนสนับสนุน 150 ล้านบาทจากมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation (BMGF) ดำเนินโครงการวิจัยพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียขนาดเล็กอย่างยั่งยืน ระยะเวลา 5 ปี (2555-2560) จึงศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบบำบัดที่ผู้ใช้ยอมรับและมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาอุดตัน ฆ่าเชื้อโรค
ทั้งนี้ ส้วมในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่มีการบำบัด มีเพียงถังเก็บหากเต็มจะเรียกใช้บริการจากรถดูดส้วม ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดในการปรับปรุงถังซีเมนต์ให้สามารถบำบัดได้ด้วย จึงเป็นที่มาของ Cess to fit เทคโนโลยีระบบปิดที่สามารถนำไปติดตั้งในบ่อเกรอะเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัด
จากนั้นพัฒนาส้วมไฮโดรไซโคลน ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลจากส้วมแบบสมบูรณ์ โดยอาศัยกลไกการแยกส่วนของแข็งและของเหลวไปสู่การบำบัดที่เหมาะสม ตามมาด้วยถังบำบัดสิ่งปฏิกูลพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นหนึ่งในระบบสุขาภิบาลรูปแบบใหม่ ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคและลดการสะสมของกากปฏิกูลภายในระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากที่ได้พัฒนาส้วมที่ใช้พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มาช่วยบำบัด แต่ยังพบว่า มีตะกอนอยู่ทำให้ต้องสูบออก จึงคิดที่พัฒนารถดูดส้วมที่มีการบำบัดในตัวจากปกติสูบไปทิ้ง กลายเป็นที่มาของ รถดูดส้วมอัจฉริยะ ซึ่งเป็นระบบดูดส้วมแบบครบวงจรที่มาพร้อมกระบวนการคัดแยกสิ่งปฏิกูลที่เป็นของแข็งและของเหลวออกจากกัน ร่วมด้วยกระบวนการบำบัด
“วิธีแบบเดิมที่สร้างท่อและระบบรวบรวมน้ำเสียขึ้นมา ไม่คุ้มค่ากับประเทศกำลังพัฒนา ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรป อเมริกา ที่มีงบสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ ขณะทีเมืองไทยแทบจะทำไม่ได้เลย”
สุขาภิบาลแบบยั่งยืน
รศ.ธรรมรัตน์ มองว่า 4 นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์สูง เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานในอนาคต และถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจระบบบำบัดน้ำเสียอย่างยั่งยืนรูปแบบใหม่ ที่สำคัญเป็นการยกระดับสุขอนามัยของประเทศด้วย
ยกตัวอย่าง รถดูดส้วมถือเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ จากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้ยินดีที่จ่ายเพิ่มหากสามารถบำบัดได้ด้วย หรือธุรกิจรีสอร์ท รูปแบบการบำบัดที่ไม่เอื้อให้ใช้ระบบการเดินท่อ หากติดตั้งระบบบำบัดในถังก็จะสะดวกขึ้น หรือโครงการบ้านจัดสรรอาจสนใจส้วมไฮโดรไซโคลน หรือถังบำบัดสิ่งปฏิกูลพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นจุดขายในเรื่องระบบการบำบัดที่ดีขึ้น แถมยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะสามารถปล่อยน้ำออกมาใช้ลดน้ำต้นไม้
“แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมจะต้องตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม เราจึงมีนวัตกรรมที่สามารถช่วยบำบัดได้หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือก เพราะจุดประสงค์หลักคือ ต้องการรสร้างการตระหนักถึงความสำคัญในการบำบัดน้ำเสีย” นักวิจัยกล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำเสียชุมชนเกิดขึ้น 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน มีเพียง 1.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันที่ถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบท่อน้ำเสียเพื่อส่งไประบบบำบัดรวมของเทศบาลหรือชุมชน ซึ่งระบบส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้งานได้ดี ขณะที่ในส่วนของการจัดการสิ่งปฏิกูลเองก็มีปัญหาในลักษณะเดียวกันคือ สิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นประมาณ 60,000 ตันต่อวัน มีเพียง 4,500 ตันต่อวัน เท่านั้น ที่ถูกบำบัดอย่างถูกต้องเหมาะสม (จำนวนน้อยกว่า 10%)
ดังนั้น วัตถุประสงค์หนึ่งของโครงการคือการจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกสุขอนามัยให้ เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า โดยการนำเสนอรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับจัดการสิ่งปฏิกูล





