วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตีตรา 'สิ่งทอสีเขียว'

ผลิตภัณฑ์เต็นท์แบรนด์ คารานา (KARANA) ติดฉลากฟุตพริ้นท์เป็น 1 ใน 8 ผลิตภัณฑ์นำร่องของไทยและประเทศในอาเซียน

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

ผลิตภัณฑ์เต็นท์แบรนด์ คารานา (KARANA) เป็น 1 ใน 8 ผลิตภัณฑ์นำร่องของไทยและประเทศในอาเซียน ที่ติดฉลากฟุตพริ้นท์สิ่งแวดล้อมตอบเทรนด์อุตสาหกรรมสีเขียว ผลผลิตจากความพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของ “เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับการเดินป่า

ฉลากฟุตพริ้นท์สิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) ทำให้ผู้ผลิตต้องแสดงข้อมูลสิ่งแวดล้อมบนผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านใดบ้าง ซึ่งถือเป็นฉลากกลุ่มใหม่ที่ได้มีการนำร่องจัดทำในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เริ่มโดยประเทศฝรั่งเศส ดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 -2559

ในส่วนของคารานาเองก็ต้องผ่านการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ 14 ผลกระทบ ตามแนวทางมาตรฐานของสหภาพยุโรป อาทิ สภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน การลดลงของชั้นโอโซน ภาวะพืชน้ำเติบโตผิดปกติ การใช้น้ำและการใช้ที่ดิน เป็นต้น

ต่อยอดนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของแบรนด์คารานา ไม่ว่าจะเป็นเต็นที่เคลือบตะเข็บกันน้ำ กระเป๋ากันน้ำ ที่มีการพัฒนาเทคนิคการเคลือบผ้าให้กันน้ำ ช่วยลดการรั่วซึมจากน้ำค้าง หรือน้ำฝน และอื่นๆ

“เดิมเราเป็นเทรดเดอร์นำเข้าผลิตภัณฑ์กลางแจ้ง เช่น เต็นท์ ถุงนอนกระทั่งมีความคิดจะผลิตสร้างแบรนด์ของตนเองในไทย เพื่อใส่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย” วาสิต สิโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น จำกัดกล่าว

ด้วยจุดขายด้านนวัตกรรมทำให้แตกต่างจากคู่แข่ง การตอบรับดีจนสามารถก้าวเป็นอันดับ 1 ในตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60%

แต่นวัตกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ วาสิตชี้ว่า ไอเดียผลิตภัณฑ์สีเขียวมีมานานแล้ว จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2556 สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เคยร่วมงานกันหลายครั้ง ได้ชักชวนเข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สิ่งที่เห็นคือโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ

กลายเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์กลางแจ้งสีเขียวที่ตอบโจทย์คนรักธรรมชาติ

เขาเริ่มต้นจากการเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยการศึกษาหาข้อมูล และเลือกใช้ผ้า ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตเต็นท์ ถุงนอน ปีละ 7-8 แสนหลา ซึ่งเป็น Green Fabric เส้นใยที่ไม่ฟอกย้อม ทำให้ลดหรืองดการใช้น้ำและไฟได้ ไม่มีของเสียระหว่างกระบวนการ ในขณะเดียวกันก็ลดใช้สารเคมีในวัตถุดิบสำหรับทำกระเป๋า โดยเลือกใช้พลาสติกพีวีซีที่ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

นำร่องตลาดเพื่อนักอนุรักษ์

นอกจากนี้ เขายังมองเรื่องของการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยปรับบรรจุภัณฑ์ให้เป็นถุงซิปล็อค ไม่ต้องเปิดใช้แล้วทิ้ง แต่สามารถนำกลับมาใช้ใส่ของอย่างอื่นได้

“การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นพันธกิจหลักของบริษัท ที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก อุปกรณ์กลางแจ้งทั้งถุงนอน เต้นท์ ถือเป็นผลิตภัณฑ์นำร่อง เพื่อที่เราจะก้าวเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์กลางแจ้งที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นราว 5% แต่เป็นภาระของเรา ที่จะดูแลให้ราคาขายไม่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวในราคาที่จ่ายได้” กรรมการผู้จัดการเอาท์ดอร์ อินโนเวชั่นชี้ ก่อนเผยว่า ก้าวต่อไปคือ การพัฒนาสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้า ที่จะใช้กระบวนการผลิตแบบใช้น้ำน้อย

วาสิตกล่าวว่า กลุ่มลูกค้าของเอาท์ดอร์ อินโนเวชั่นคือ ผู้ที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ไปตั้งแคมป์ ซึ่งรักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม ชอบเรื่องของการอนุรักษ์ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ถือว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดี

“นอกจากการติดฉลากฟุตพริ้นท์สิ่งแวดล้อม จะเป็นตัวช่วยการันตีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์เรา ซึ่งจะผลต่อการต่อยอดการตลาดในต่างประเทศแล้ว การประเมินผลยังเป็นข้อมูลที่ดีที่จะทำให้เรารู้ว่าจะพัฒนา เปลี่ยนแปลงด้านไหน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว” วาสิตทิ้งท้าย