สำนักปรมาณูเพื่อสันติส่งผลงานการทดลองใช้รังสีปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยกรมการข้าวชิงรางวัล IAEA 50ปี
ปส.ผนึกกรมการข้าว นำรังสีแกมมามาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวหอมมะลิ 105 กลายเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 และ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 15
ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กล่าวว่า ในฐานะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการใช้พลังงานปรมาณูให้ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้สนับสนุนงานวิจัยของนักวิจัยจากกรมการข้าวในการนำรังสีแกมมาไปอาบเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งได้รับการรับรองพันธุ์เมื่อปี 2522 จนกลายเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน คือ ข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ที่หอมนุ่ม มีคุณสมบัติต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล และข้าวเจ้าพันธุ์ กข 15 ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กับข้าวขาวดอกมะลิ 105
โดยล่าสุดได้ส่งผลงานเข้าประกวดเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีความร่วมมือระหว่างทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ(ไอเออีเอ)และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(เอฟเอโอ) และเป็น1 ใน 12 ประเทศที่ได้รับรางวัลจากการประกวดดังกล่าว
นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดี กรมการข้าว กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวมีหลายวิธีทั้งแบบดั้งเดิม ตัดต่อพันธุ์กรรม หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้รังสีก็เป็นอีกหนึ่งหนึ่งที่น่าสนใจกรมการข้าว จึงทดลองใช้กับข้าวพันธุ์ที่ดีที่สุดของไทยคือพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และก็ประสบความสำเร็จทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่สำคัญและได้รับความนิยมปลูกอย่างแพร่หลาย 2 สายพันธุ์คือ ข้าวเหนียว กข6 และ ข้าวเจ้า กข15ให้กับเกษตรใช้พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการพัฒนารสชาติให้ดีขึ้น
ขณะที่ดร.กาญจนา กล้าแข็ง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษจากกรมการข้าว เปิดเผยว่า ได้เริ่มพัฒนาผลงานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2508 โดยนำข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่เป็นนิยมปลูกของชาวนาไทย มาอาบรังสีแกมมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอย่างรวดเร็วกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่คือ ข้าวเหนียว กข 6 ที่มีลักษณะเด่นคือเหนียวนุ่มมีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตดี และต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล ซึ่งได้รับการรับรองพันธุ์เมื่อปี 2522 และได้รับความนิยมปลูกอย่างมาก
โดยปีที่ผ่านมาส่งออกกว่า 2 แสนตันมูลค่ากว่า 80 ล้านเหรียญ ได้รับความนิยมอย่างมากในอาเซียน ต่อมาได้มีการพัฒนาต่อจนได้สายพันธ์ กข. 15 ซึ่งเป็นข้าวเจ้า ที่ขายได้ราคาดีเหมือนกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 สร้างมูลค่าส่งออกกว่า 400 ล้านเหรียญ ถือเป็นความสำเร็จของผลงานการวิจัยที่มากว่า 30 ปี





