"อินเทลเชื่อว่าเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์จะเป็นวิวัฒนาการสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมโลกธุรกิจและการดำรงชีวิต"
ข้อมูลบริษัทวิจัยไอดีซีระบุว่า ปี 2563 ทั่วโลกจะมีดีไวซ์ที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ประมาณ 5 หมื่นล้านเครื่อง
นายเกร็ก เบิร์กลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์กลุ่มอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ผู้ดูแลโครงการสมาร์ทซิตี้เวิลด์ไวด์ อินเทล ประเมินว่า แม้ขณะนี้เทรนด์อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์เป็นเพียงช่วงของการเริ่มต้น แต่อย่าลืมว่าการเชื่อมต่อไร้สายเกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งขณะนี้เทรนด์ดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลก
"อินเทลเชื่อว่าเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์จะเป็นวิวัฒนาการสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมโลกธุรกิจและการดำรงชีวิต"
ที่ผ่านมาบทบาทสำคัญของอินเทล ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ 1.การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่น ใช้ได้กับอุปกรณ์หลากหลาย 2.สนับสนุนซอฟต์แวร์ ระบบงาน ความปลอดภัย เครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูล 3.การพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์ 4.ระบบอีโคซิสเต็มส์ของนักพัฒนาและนักติดตั้งระบบที่ใช้ทั่วโลก
"เราไม่ใช่ผู้นำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุด ทว่าทำงานเบื้องหลังโดยการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการ"
ชูไอทีสร้างแต้มต่อ
เขากล่าวว่า กลยุทธ์ของอินเทลพยายามผลักดันไปอย่างองค์รวมโดยเน้นการรวบรวมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับไอโอที พร้อมผลักดันให้ธุรกิจลูกค้าเติบโตไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ดี พันธกิจหลักคือเร่งพัฒนาด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันสนับสนุนให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในทุกอุตสาหกรรม มากกว่านั้นเสนอโซลูชั่นที่ครบวงจร มีตั้งแต่เทคโนโลยีเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบรักษาความปลอดภัย
สำหรับประเด็นหลังสุดด้านความปลอดภัย เข้าใจดีว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญดังนั้นได้เตรียมความพร้อมและมีแผนพัฒนาต่อให้ดีขึ้นทั้งส่วนของอินเทล แม๊คอาฟี และวินด์ ริเวอร์
พร้อมประเมินว่า เนื่องด้วยเทคโนโลยีไอโอทีอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ดังนั้น เป็นไปได้อย่างมากที่อีกเพียง 2 ปีจากนี้จะได้เห็นการเติบโตที่ชัดเจน
หนุนสมาร์ทซิตี้
สำหรับการขับเคลื่อนงานที่เกี่ยวข้องกันนั้น เบิร์กลีย์เผยว่า เริ่มเข้าไปทำโครงการต้นแบบอย่าง "สมาร์ท ซิตี้" แล้วเช่นในเมืองซานโฮเซ สหรัฐอเมริกา รวมไปถึงร่วมกับเมืองดับลิน สาธารณรัฐไอร์แลนด์
โดยตัวโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเซ็นเซอร์สิ่งแวดล้อม อากาศ และการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มอัตราการจ้างงาน พร้อมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เขาแนะว่า สิ่งที่จำเป็นต่อโครงการประกอบด้วย การสร้างสรรค์นวัตกรรมในเชิงลึก การเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค การนำแนวคิดและการวิเคราะห์มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่ม
เล็งเพิ่มโฟกัสเอเชีย
นายเบิร์กลีย์กล่าวต่อว่า การขยายความร่วมมือสู่ภูมิภาคเอเชีย ณ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม และคัดเลือกว่ามีเมืองใดที่เป็นไปได้บ้าง โดยหลักเกณฑ์หลักๆ มองหาคู่ค้าที่มีความพร้อมและมีแนวทางตรงกัน
สำหรับ กทม.เป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าสนใจ และเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นคู่ค้าที่ดีของอินเทล หากมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันโครงการที่เป็นไปได้มีทั้งการบริการจัดการอาคาร และการพัฒนาระบบคมนาคม ทว่า ประเมินขณะนี้ถือว่ายังเร็วเกินไป
"เราจะเลือกผู้ที่ต้องการก้าวไปข้างหน้า สำคัญต้องมีศักยภาพสามารถไปต่อได้ และผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้"
อย่างไรก็ตาม ด้วยแต่ละประเทศล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป ในการทำงานและความร่วมมือต่างๆ ที่สอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ จะเป็นหน้าที่ของพนักงานที่ประจำในประเทศนั้นๆ ดำเนินการ
ขับเคลื่อนด้วยเอเชีย
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มพัฒนาด้านไอโอทีได้เร็วประกอบด้วย ค้าปลีก สมาร์ทโฮมและก่อสร้าง คมนาคม รวมถึงกลุ่มพลังงานและการผลิต
ข้อมูลระบุว่า ปี 2568 ใน 37 เมืองทั่วโลกจะมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวเป็นเมืองในทวีปเอเชียกว่า 22 เมือง
ขณะเดียวกันมีคาดการณ์ด้วยว่า ปีดังกล่าวจะมีรถยนต์เพิ่มขึ้นถึง 60% ปี 2573 ความต้องการใช้น้ำมันจะมากขึ้นอีก 40% ฉะนั้นหากไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งปัจจัยจำนวนประชากรที่เพิ่มและผลกระทบที่เกิดกับแหล่งทรัพยากรย่อมส่งผลต่อการพัฒนาแน่นอน
"ไอโอทีจะมีส่วนสำคัญต่อการแก้ปัญหา ช่วยทำให้เมืองฉลาดขึ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ลดต้นทุน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น"





