ล็อกซเล่ย์มองเห็นโอกาสทางธุรกิจของยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ที่จะเข้ามาเบียดยานยนต์เชื้อเพลิง CNG ตอบโจทย์เทรนด์รักโลก
ล็อกซเล่ย์โดยกลุ่มธุรกิจยานยนต์ประกาศตัวเป็นผู้บุกเบิกตลาดยานยนต์ไฟฟ้า 100% รายแรกในไทย ทั้งการนำเข้ามาจำหน่ายควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ของไทยเอง ล่าสุดร่วมมือทางวิชาการกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีทางด้านยานยนต์และการจัดทำมาตรฐานอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง วางกรอบ 5 ปีคลอดรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้เป็นแห่งแรก
แม้ว่าล็อกซเล่ย์จะโดดเด่นด้านกลุ่มธุรกิจไอซีที-เทคโนโลยีและกลุ่มธุรกิจการค้า-บริการ แต่กลุ่มธุรกิจยานยนต์ที่เป็นส่วนเล็กๆ ดูแลผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องคาสตอลและชิ้นส่วนรถยนต์ ได้วางรากฐานเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวสู่ธุรกิจยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมทั้งความคาดหวังที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในเออีซี
โกศล สุรโกมล ที่ปรึกษา บมจ.ล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า ช่วงระหว่างทางก่อนจะถึง 5 ปีข้างหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาการนำเข้ารถบัสความยาว 12 เมตร 25 ที่นั่งใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้าอย่างเดียวมาจำหน่าย ขณะที่ยานยนต์พลังงานทางเลือก ในไทยล้วนเป็นลูกผสม (ไฮบริด) จึงยังไม่มีที่เป็นเชื้อเพลิงไฟฟ้า 100%
"รถบัสไฟฟ้า 100% ไม่ใช่ของใหม่ในโลก ทั้งจีน ยุโรปและอีกหลายประเทศก็ใช้กันอยู่ แม้ว่าไทยจะเริ่มช้าแต่ก็เป็นการเดินหน้าแบบติดเทอร์โบ สุดท้ายเราก็จะมีเทคโนโลยีของไทยเอง" โกศลกล่าวและว่า ส่วนเหตุที่เลือกนำร่องด้วยรถบัส เพราะมีฐานความต้องการในทางการตลาดอยู่แล้ว ทั้งยังคาดหวังว่า ภายใน 5 ปีจะมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ล็อกซเล่ย์มองเห็นโอกาสของยานยนต์ไฟฟ้าในไทย แม้จะเป็นเรื่องใหม่แต่มีแนวโน้มที่จะมูลค่าการตลาดสูง โดยจะมาแทนที่เชื้อเพลิงก๊าซ (ซีเอ็นจี) โดยยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้า รวมมูลค่ามหาศาล และที่สำคัญจะเป็นพลังงานสะอาดในช่วยลดมลภาวะอีกด้วย
นอกจากความร่วมมือทางวิชาการกับ สวทช.แล้ว บริษัทยังมีความร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยทาง กฟน.ได้เปิด สถานีชาร์จไฟฟ้าแห่งแรก ณ สำนักงานใหญ่ชิดลม และมีแผนจะเปิดให้ครบ 10 แห่ง ภายในสำนักงานเขตของ กฟน. ที่ปัจจุบันมี 18 แห่ง
ขณะที่ กฟภ.มีรถโดยสารไฟฟ้าไร้มลพิษ PEA Ze-bus 43 ที่นั่ง และสถานีประจุแบตเตอรี่ ถือเป็นรถโดยสารไฟฟ้าสำหรับใช้งานจริงเชิงพาณิชย์คันแรกของประเทศไทยที่สร้างโดยคนไทย และเป็นรถแบบชานต่ำรองรับการใช้งานของผู้ พิการ มีระบบอินเทอร์เน็ต ระบบ GPS Tracking ประกอบขึ้นที่โรงงานเชิดชัย
ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา สวทช.ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาทางด้านยานยนต์ ในโครงการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการวิจัย เพื่อตอบสนองความต้องการภาคเอกชน โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในปัจจุบัน โดยจะเห็นยานยนต์ไฟฟ้าถูกนำเข้ามาจำหน่ายในตลาดอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า
ทั้งนี้ สวทช.ได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาด้านยานยนต์รถไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2549 โดยพัฒนาชิ้นส่วนแชสซี โครงสร้างตัวถัง การชาร์จไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนสำหรับรถโดยสารไฟฟ้า ทั้งยังได้พัฒนาชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์สำหรับทดลองดัดแปลงรถยนต์แจ๊สกับวีออสให้เป็นรถไฟฟ้า ร่วมกับ กฟผ.ในปี 2553
นอกจากนี้ยังได้พัฒนามอเตอร์และระบบควบคุมสำหรับประกอบรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ร่วมกับ กฟภ. ในปี 2555 ทั้งนี้ รถไฟฟ้าทั้ง 3 กลุ่มของ สวทช. อยู่ระหว่างการทดสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพ ปัจจุบัน สวทช.มีความพยายามจะผลักดันการสร้างมาตรฐานของระบบการชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในประเทศ
"ส่วนความร่วมมือกับล็อกซเล่ย์ เกิดจากช่วงปีที่ผ่านมาได้เชิญมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนีมาหารือเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และได้เชิญล็อกซเล่ย์ที่มีนโยบายเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้วเข้าพูดคุยและหารือด้วยกัน จากนั้นจึงเกิดเป็นโครงการความร่วมมือกันระหว่าง สวทช.ซึ่งมีความพร้อมด้านการวิจัย และล็อกซเล่ย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจ" รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
เขาเชื่อว่า สำหรับเทคโนโลยีทางด้านยานยนต์ของ สวทช. จะเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการไทยต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นอย่างดี





