วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จุฬาฯ-สกว เผย'ตะขาบม่วงสิมิลัน'

'ตะขาบม่วงสิมิลัน' ตะขาบชนิดใหม่ของโลก สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์

จุฬาฯ ร่วม สกว เผย “ตะขาบม่วงสิมิลัน” ตะขาบชนิดใหม่ของโลก สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ พร้อมโชว์ไส้เดือนสายพันธุ์ไทยกว่า 50 ชนิด ชี้เป็นทรัพย์ในดิน เป็นผลดีต่อภาคการเกษตรของไทยและสร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา รองคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในดิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการเปิดตัวไส้เดือนสายพันธุ์ของไทยกว่า 50 สายพันธุ์ และไส้เดือนชนิดใหม่ 20 สายพันธุ์ ที่พบในระบบนิเวศที่หลากหลายของไทย

การค้นพบนี้เป็นผลมาจากการสนับสนุนของจุฬาฯ และสกว. เพื่อพัฒนางานวิจัยด้านอนุกรมวิธานและซิสเทมาติกส์ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในดินได้แก่หอยทาก กิ้งกือ ตะขาบ และไส้เดือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตะขาบม่วงสิมิลัน ตะขาบชนิดใหม่ของโลก ซึ่งตะขาบเป็นสัตว์ผู้ล่าในระบบนิเวศป่าไม้โดยมีเขี้ยวพิษและน้ำพิษที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการล่าเหยื่อ ด้วยบทบาทดังกล่าวในระบบนิเวศ ทำให้ตะขาบถูกจัดเป็นตัวควบคุมประชากรของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และสามารถใช้ชี้วัดสมดุลในระบบนิเวศตามธรรมชาติได้

“อาจกล่าวได้ว่าตะขาบเป็น “ฟอสซิลที่ยังมีชีวิต” ทำให้สามารถใช้เป็นสิ่งมีชีวิตต้นแบบที่สำคัญเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” ดร.สมศักดิ์ กล่าว และเพิ่มเติมว่า

ตนและคณะนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาวิจัยสายพันธุ์ของตะขาบที่มีอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว พม่า และมาเลเซีย ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2554 และได้ค้นพบตะขาบชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย จากหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี

โดยตะขาบชนิดใหม่ของโลกนี้ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์จากพระองค์ท่านว่า Sterropristes violaceus Muadsub and Panha, 2012 โดยคำว่า “violaceus” ในชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงสีม่วงของลำตัวตะขาบซึ่งตรงกับสีวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน โดยการค้นพบครั้งนี้ได้รับตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ตะขาบม่วงสิมิลันนี้พบอาศัยอยู่บนหมู่เกาะในทะเลอันดามันเท่านั้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานทางธรณีวิทยาเกี่ยวกับการกำเนิดของเกาะ ที่ถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่เมื่อน้ำทะเลขึ้นสูงเมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดลักษณะและสภาพแวดล้อมที่จำเพาะต่อตะขาบชนิดนี้ และจากการค้นพบในครั้งนี้ทำให้ “ตะขาบม่วงสิมิลัน” กลายเป็นทรัพยากรทางพันธุกรรมที่สำคัญและมีมูลค่าของชาติ

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ยังได้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับไส้เดือนสายพันธุ์ไทยที่มี การเก็บตัวอย่างและศึกษาไส้เดือนทั่วประทศไทยพบว่าจนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการค้นพบ และยืนยันแล้วกว่า 50 สายพันธุ์ และคาดว่าน่าจะมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ ไส้เดือนชนิดที่โดดเด่นได้แก่ไส้เดือนยักษ์แม่น้ำโขง Amynthas maekongianus พบที่ริมชายหาดแม่น้ำโขงหลายพื้นที่สองฝั่งโขงของไทยและลาว มีบทบาททำให้ดินบริเวณแม่น้ำโขงอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตร ไส้เดือนขี้ตาแร่ Metaphire peguana พบทั่วไปในแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย ขี้คู้ Metaphire posthuma ไส้เดือนแดง Perionyx excavatus ไส้เดือนคันนาสกุล Drawida ที่พบในระบบนิเวศป่าแบบต่างๆ รวมถึงระบบนิเวศทางการเกษตร เกษตรกรนำไส้เดือนบางสายพันธุ์มาทำฟาร์มเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

“ทั้งนี้จากการศึกษาวิจัยของตนและทีมวิจัยพบว่าไส้เดือนแต่ละสายพันธุ์มีความจำเพาะต่ออาหาร ดินและถิ่นอาศัยที่แตกต่างกัน บางชนิดพบเฉพาะป่าดิบชื้น เขาหินปูน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ หรือแม้แต่ในนาข้าว บางชนิดดำรงชีวิตได้ดีในดินทราย ดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียว และบางชนิดสามารถย่อยใบไม้แห้งได้ดี บางชนิดชอบย่อยซากพืชผักผลไม้ที่เน่าเปื่อย หรือบางชนิดชอบย่อยมูลสัตว์ เป็นต้น ไส้เดือนจึงเหมาะที่จะใช้เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม ลดความเป็นพิษของสารตกค้างได้ ปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์กำจัดสารเคมีปนเปื้อนในดิน ความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างไส้เดือนกับอาหาร ดิน และบทบาทในเชิงโลจิสติกส์ สามารถนำมาประยุกต์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และในวิถีเกษตรอินทรีย์ของไทยที่กลายเป็นความต้องการของคนทั้งโลกไปแล้ว”