วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมนูไทยรสชาติหนึ่งเดียว

'อาหารไทยไม่ว่าครัวไหน ก็ต้องมีรสชาติไทยเดียวกัน' แนวคิดของร้านอาหารไทยสไตล์บริสโทรชื่อ "กะทิ" (KATI)

'อาหารไทยไม่ว่าครัวไหน ก็ต้องมีรสชาติไทยเดียวกัน' แนวคิดของร้านอาหารไทยสไตล์บริสโทรชื่อ "กะทิ" (KATI) ต่อยอดจากโครงการศูนย์รสชาติอาหารไทย (Thai delicious) โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งดำเนินภารกิจสร้างมาตรฐานรสชาติอาหารไทยไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากตำรับดั้งเดิม พร้อมส่งผ่านรสชาติความอร่อยจากครัวไทยสู่ครัวโลก

“ศูนย์รสชาติอาหารไทย” เปรียบเสมือนคลังสูตรมาตรฐานรสชาติอาหารไทยที่จะสนับสนุนให้เกิดบริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ โดยจะเป็นศูนย์กลางในการจัดการและบริการด้านการรับรองมาตรฐานรสชาติอาหารไทยตามมาตรฐานที่กำหนด การอบรมพ่อครัวแม่ครัวชาวไทยและต่างประเทศ และธุรกิจแฟรนไชส์ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องปรุงรสสำเร็จรูปที่ปรุงตามสูตรมาตรฐานอาหารไทย ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขและตอบโจทย์ความต้องการอาหารไทยในต่างแดนต่อไปในอนาคต

เมนูอาหารไทย 11 จานหลักพร้อมเสิร์ฟในร้านกะทิมีความโดดเด่นทาง "รสชาติต้นตำรับ" ผลต่อเนื่องจากโครงการไทย ดีลิเชียส ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกอาหารไทยทั้ง 11 ชนิด ที่มีรสชาติตรงกับตำรับดั้งเดิมของไทยและได้รับการรับรองความอร่อยจากผู้เชี่ยวชาญด้านการชิมและวิจารณ์อาหารระดับแนวหน้าของประเทศ จากนั้นจึงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ทั้งทางด้านกายภาพและเคมี รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพเพื่อนำผลที่ได้มากำหนดเป็นมาตรฐานตำรับอาหารไทย

นอกจากนี้อีกหนึ่งความน่าสนใจของร้านกะทิคือ เจ้าของร้านที่ชื่อ มรุต ชโลธร เจ้าของแบรนด์อาหารชั้นนำอย่าง I-Maru,15 Inch, Hako Town ที่มีจุดเด่นในการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ การันตีความสร้างสรรค์ด้วยรางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหาร และรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยฯ

จากความสำเร็จของโครงการ Thai delicious ผลลัพธ์คือ สูตรมาตรฐานอาหารไทย 11 ตำรับ ประกอบด้วย ต้มยำกุ้งน้ำใส ต้มยำกุ้งน้ำข้น ผัดไทย แกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แกงเหลืองและซอสไก่กอและ ที่พร้อมเผยแพร่สู่สาธารณชนรวมทั้งภาคเอกชนที่สนใจนำสูตรต้นตำรับนี้ไปต่อยอดใช้ประโยชน์

มรุตเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่หยิบสูตรเหล่านี้มาขยายผลผ่าน "ซอสปรุงอาหารพร้อมใช้" ที่สะดวกและง่ายต่อการปรุง โดยบูรณาการความรู้ด้านคหกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารและการทดสอบทางประสาทสัมผัส เพื่อควบคุมมาตรฐานด้านรสชาติของซอสปรุงไม่ให้เกิดการผิดเพี้ยนจากสูตรต้นตำรับจากโครงการฯ

"ซอสปรุงรสพร้อมใช้เหล่านี้ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก เป้าหมายคือผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศทั้งที่เปิดบริการอยู่แล้วและที่กำลังจะเปิดใหม่ โดยจะช่วยให้การปรุงอาหารไทยเป็นเรื่องง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้เชฟที่เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยซึ่งค่อนข้างหายากอยู่แล้ว ตัดความยุ่งยากในการเสาะหาวัตถุดิบเครื่องปรุง และที่สำคัญคือรสชาติตรงความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ" มรุตกล่าว

เขายังเชื่อมั่นว่า ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศขยายตัวได้รวดเร็ว

ธุรกิจคู่ขนานไปกับซอสปรุงรสส่งออกคือ ร้านกะทิ ซึ่งจะใช้ผลิตภัณฑ์จากโครงการ Thai delicious ทั้งหมด สาขาแรกเป็นร้านนำร่องจะเปิดบริการในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ บริเวณถนนสุขุมวิท 49 นอกจากนี้ยังมีสาขาที่ประเทศญี่ปุ่น ขยายต่อไปยังเกาหลีและสวีเดน ตามลำดับ

"จากประสบการณ์พบว่า ถ้าขายแค่ตัวผลิตภัณฑ์ซอสจะทำให้การตลาดเป็นไปอย่างล่าช้า จึงต้องมีร้านกะทิเป็นต้นแบบหรือเป็นร้านตัวอย่าง ที่จะเปิดการรับรู้และประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับอาหารไทยให้กับลูกค้าในประเทศนั้นๆ ถือเป็นการผลักดันให้โครงการไทย ดีลิเชียส ประสบความสำเร็จด้วย" มรุต กล่าว

ทั้งนี้ นอกจาก 11 สูตรตำรับมาตรฐานแล้ว เฟสต่อไปของโครงการฯ กำลังพัฒนาเพิ่มอีก 10 ตำรับ เช่น ตำรับผัดกะเพรา น้ำยำพริกเผาและกะปิคลุกข้าว ที่รอคิวทยอยออกจากห้องแล็บ ซึ่งสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้จากเวบไซต์ www.nia.or.th/thaidelicious