"วัสดุเอาท์ดอร์"ตัวใหม่

"วัสดุเอาท์ดอร์"ตัวใหม่

ลีโอวูด จับมือ ดีไซเนอร์ พัฒนาลวดลายและรูปแบบของวัสดุไม้อัดปิดผิวเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานที่หลากหลาย

ลีโอวูด จับมือ ดีไซเนอร์ พัฒนาลวดลายและรูปแบบของวัสดุไม้อัดปิดผิวเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานที่หลากหลาย

นิพิฐพนธ์ ภูริชบุญทรัพย์ นักออกแบบจาก Millennium Ducks Design Store ได้ย้ำถึงเป้าหมายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โครงการ The Cooperation ปี 2ว่า เขาต้องการจะสร้าง “วัตถุดิบใหม่” เพื่อทดแทนสิ่งที่มีอยู่เดิมในท้องตลาด และจะต้องทำวัตถุดิบนี้ให้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิมในแง่การใช้งาน รวมทั้งตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ด้วยกรอบความคิดดังกล่าวนี้

นิพิฐพนธ์จึงได้เข้าไปศึกษา “เศษขยะอุตสาหกรรม” ของโรงงานลีโอวูด ซึ่งมีทั้งเศษไม้เอ็มดีเอฟ เศษไม้วีเนียร์ เศษขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ไม้โอ๊ค ไม้แอช ฯลฯ ที่เหลือทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อจากนั้นเขาได้คัดเลือกเทคนิคการผลิตบางอย่างที่น่าสนใจจากภายในโรงงาน อาทิเช่น การอัดและรีดแผ่นไม้วีเนียร์ การเย็บขอบแผ่นผิวไม้ การซ่อมแซมสีและตำหนิบนผิวไม้ ฯลฯ โดยตั้งใจว่าจะนำเทคนิคพวกนี้มาลองทำงานกับเศษวัสดุในขั้นตอนต่อไป

นิพิฐพนธ์ลองนำเศษไม้วีเนียร์ส่วนที่ถูกตัดทิ้ง (ส่วนหัวและท้ายของแผ่น) มาเย็บรวมเข้าด้วยกันหลายๆ ชิ้นแบบเกยทับกันไปมา โดยแผ่นแรกนั้นเขาจะวางเศษไม้ในแนวนอน ส่วนแผ่นที่สองวางในแนวตั้ง ทำแต่ละชั้นสลับกันไปแบบนี้จนได้ประมาณ 8-9 ชั้น จากนั้นในขั้นต่อไปก็ให้ประกบติดกันด้วยกาว อัดรีดจนเป็นแผ่น และไสผิวให้เรียบอีกครั้งเพื่อให้ได้ความหนา 20 มม. เขาคาดว่ากระบวนนี้จะทำให้เกิดเอฟเฟกต์ใหม่ๆ บนชั้นผิวหน้าของวัสดุ ซึ่งจะดูมีความเป็นศิลปะแบบคาดเดาไม่ได้ นอกจากนั้น ในกระบวนการผลิตจริงลูกค้าน่าจะสั่งผลิตแบบคละสีคละลายได้ตามต้องการ ซึ่งผลลัพธ์ก็จะมีความเป็นไปได้ที่หลากหลายมาก

วิธีที่สอง : ทำงานกับเศษไม้วีเนียร์ที่เหลือทิ้งเช่นเดิม แต่เปลี่ยนวิธีการจัดเรียงเกรนไม้ใหม่ โดยในวิธีที่สองนี้นิพิฐพนธ์จะเรียงเกรนไม้ทุกแผ่นในแนวเดียวกันหมด (ไม่ขวางเสี้ยน) จากนั้นก็นำไม้แต่ละแผ่นมาเชื่อมต่อกันเป็นแนวยาว และม้วนเก็บด้วยเครื่องจักรจนเกิดเป็น “ทรงกระบอก” คล้ายต้นซุง โดยในขั้นสุดท้ายนิพิฐพนธ์คิดว่าเขาจะลองนำต้นซุงที่เกิดขึ้นใหม่นี้ไปผ่าเป็นแว่นๆ อีกครั้งตามแนวยาว หรืออาจจะผ่าแนวอื่นก็ได้แล้วแต่เอฟเฟกต์ที่ลูกค้าต้องการ ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะออกมาดูแปลกตา มีลวดลายที่ผิดไปจากธรรมชาติ และให้อารมณ์สนุกสนานได้กว่าปกติ

วิธีที่สาม : แนวทางนี้นิพิฐพนธ์ตั้งใจจะนำเศษไม้และเศษขี้เลื่อยมาผลิตเป็นเอ็มดีเอฟที่แข็งแรงขึ้น เหนียวขึ้น และดัดได้ โดยหลักการก็คือ เขาจะนำเศษไม้และเศษวัสดุอุตสาหกรรมมาผสมรวมกันและรีดให้เป็นแผ่น

จากนั้นก็นำมาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ โดยในระหว่างชั้นนี้จะต้องมีโครงสร้างบางอย่างช่วยยึดโยงอยู่ภายในในชั้นแรกอาจเริ่มจากการวางเศษไม้ในแนวนอนก่อน จากนั้นค่อยผสม “เศษขี้เลื่อย” ลงไปพร้อมกับกาวชนิดพิเศษ (ชนิดเอาท์ดอร์) ส่วนในชั้นที่สองเขาจะใส่เศษวัสดุอุตสาหกรรมที่มีความเป็น “เส้นใยชิ้นยาวๆ” ขัดสลับลงไป (ใช้หลักการขัดกันของเส้นใยเป็นตัวช่วย) ท้ายที่สุดนิพิฐพนธ์มองว่า วัสดุตัวนี้น่าจะเหมือนกับการมีโครงสร้างของ “เหล็กเส้น” ที่เข้าไปแทรกตัวอยู่ภายในเนื้อมวลของวัสดุบางอย่าง

เขาจินตนาการว่า ผลลัพธ์ของแนวทางนี้น่าจะทำให้เอ็มดีเอฟตัวใหม่มีความแข็งแรงและเหนียวขึ้นอย่างมาก ไม่แน่อาจจะสามารถผลิตชิ้นงานที่มีความยาวได้ถึง 4 เมตรก็ได้ ท้ายสุดนิพิฐพนธ์เชื่อว่าวัตถุดิบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งสามแนวทางนี้น่าจะสามารถพัฒนาสำหรับใช้งานแบบเอาท์ดอร์ (หรือกึ่งเอาท์ดอร์) ได้ทั้งหมด เพราะปัจจัยหลักของการทำวัสดุเอาท์ดอร์นั้นน่าจะอยู่ที่ “กาว” และ “เทคนิคการผลิต” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า โดยเขาคาดคะเนว่าความสามารถในการใช้งานแบบเอาท์ดอร์จะขึ้นอยู่กับกาว 70% และอยู่ที่วัสดุตั้งต้น 30%