ฟอร์ติเน็ตคาด 3 ปี 'อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์' บูมไทย

ฟอร์ติเน็ตคาด 3 ปี 'อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์' บูมไทย

กระแส 'อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์' บูม บริษัทวิจัยคาดปี 2563 ยอดอุปกรณ์เชื่อมเน็ตทะลุ 8 แสนล้านเครื่อง

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย"ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน" ระบุว่า แนวโน้ม "อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์" กำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็วไปทั่วทุกมุมโลก เมื่อถึงปี 2563 จะมีอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เชื่อมต่อถึงกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากถึง 8 แสนล้านเครื่อง

ทั้งนี้เฉลี่ยต่อคนจะมีอุปกรณ์ 5.1 เครื่อง ส่วนใหญ่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ประเด็นสำคัญมีอิทธิพลมากขนาดเข้ามาพลิกโฉมการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ ซึ่งแต่ละองค์กรจำต้องปรับตัว พร้อมพัฒนาโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวนประเมินด้วยว่า ปี 2559 มูลค่าธุรกิจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้องจะมีมูลค่าสูงถึง 27,700 ล้านดอลลาร์ จากนั้นจะขยับขึ้นไปถึง 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 ทั้งมีแนวโน้มว่าอีก 2 ปีข้างหน้าในเอเชียจะเกิดธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับเทรนด์นี้โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจีน

อย่างไรก็ดี ผลกระทบระยะสั้น ข้อมูลชี้ว่าปี 2556 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง 4,590 ล้านดอลลาร์ ระหว่างปีดังกล่าวกระทั่งถึง 2563 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 43.6%

วอนรัฐร่วมบุกเบิก

ผลสำรวจความเห็นผู้บริหารระดับสูงที่ "ฟอร์ติเน็ต" ร่วมทำกับฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน ระบุว่า มีความจำเป็นที่ภาครัฐควรเป็นผู้บุกเบิกใช้งานเป็นตัวอย่างก่อน ขณะเดียวกันผลักดันให้มีการใช้งานเป็นรูปธรรมในบางอุตสาหกรรม สร้างเครือข่าย พร้อมวางมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบไอทีควบคู่กันไป

ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเจ้าของบ้านอายุระหว่าง 20-50 ปี จำนวน 1,801 คน ใน 11 ประเทศรวมไทย ต่อเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงอุปกรณ์ภายในบ้านเข้าด้วยกัน ส่วนใหญ่หรือกว่า 61% เชื่อว่าเทรนด์ดังกล่าวจะเป็นจริงได้ใน 5 ปี โดยประเทศที่มีแนวคิดว่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดสัดส่วนประมาณ 84% คือ จีน

แต่ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยมีผู้ตอบแบบสอบถามราว 69% กังวลว่าการเชื่อมต่ออาจทำให้เกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เช่นเดียวกันกับในไทยผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกกังวลตัวเลขไม่ต่างกันเลย

นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ฟอร์ติเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ วิเคราะห์ถึงผลกระทบสืบเนื่องจากประเด็นดังกล่าวว่า ก่อให้เกิดนวัตกรรม บริการ และสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ทว่ายิ่งมีการเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้นเท่าใด ยิ่งเปิดช่องโหว่ให้กับอาชญากรไซเบอร์มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คาดไทยอินเทรนด์ใน 3 ปี

เขากล่าวว่า ตลาดไทยตื่นตัวสูงมาก ปัจจัยสำคัญเกิดจากการพัฒนาระบบเครือข่าย การเติบโตที่ก้าวกระโดดของสมาร์ทดีไวซ์ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ทั้งยังมีเมกะเทรนด์ไอทีอย่างคลาวด์ มาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้มีทางเลือกการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ ในราคาที่ถูกลง

“ผมคาดว่าจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนในไทยใน 3-5 ปีนับจากนี้ ทว่าอีกมุมหนึ่งต้องระมัดระวังภัยคุกคามที่คาดเดายาก บางครั้งไม่เคยรู้จักมาก่อน และทวีความซับซ้อนมากขึ้น”

สำหรับบทบาทฟอร์ติเน็ตในฐานะผู้ให้บริการด้านเน็ตเวิร์คซิเคียวริตี้ พยายามวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงบริการให้ครอบคลุมการใช้งาน รองรับทุกดีไวซ์ การบริหารจัดการหลังบ้านมีความยืดหยุ่น ตรงกับการใช้งานจริงของแต่ธุรกิจ ซิเคียวริตี้ไม่ใช่แค่การป้องกันแต่รวมถึงบริหารจัดการที่สามารถดึงศักยภาพทรัพยากรไอทีมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

พร้อมระบุว่า ทุกวันนี้การลงทุนซิเคียวริตี้ราคาถูกกว่าค่าลิงค์ขององค์กรเสียอีก อีกทางเลือกบริษัทเตรียมเสนอโมเดลการลงทุนแบบใหม่ “ซิเคียวริตี้ แอส อะ เซอร์วิส” ซึ่งทำงานบนเทคโนโลยีคลาวด์ ขณะนี้มีความพร้อมแล้ว อยู่ระหว่างสร้างความเข้าใจกับลูกค้า เนื่องจากส่วนใหญ่ติดภาพที่หากจ่ายเงินไปต้องได้เห็นสินค้า ไม่ชินกับการจ่ายรูปแบบบริการ

เจาะองค์กรทุกกลุ่ม

นายพีระพงศ์ กล่าวด้วยว่า กลยุทธ์ครึ่งปีหลังและต่อไป ลดแนวทางการขายที่เน้นแต่เชิงเทคนิค และหันไปสร้างความเข้าใจประโยชน์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ พร้อมแสดงให้เห็นว่าซิเคียวริตี้เป็นเรื่องใกล้ตัว และมีความเกี่ยวข้องสามารถประยุกต์กับธุรกิจได้อย่างไรบ้าง

ขณะที่ กลุ่มลูกค้าหลักโฟกัสโทรคมนาคม การศึกษา การเงินการธนาคาร รัฐวิสาหกิจในปีนี้เตรียมเพิ่มคู่ค้าผู้ติดตั้งระบบสำหรับขยายตลาดใหม่ๆ เทคโนโลยีเฉพาะทางเช่นบนเว็บหรือเมลด้วย

บริษัทวิจัยไอดีซี ระบุว่า ปัจจุบันตลาดรวมซิเคียวริตี้ไทยมีมูลค่าราว 30 ล้านดอลลาร์ แนวโน้มเติบโตได้ 20% จนถึงปี 2563 เทรนด์ที่บริษัทเห็นเดิมลูกค้ามองข้าม ทว่าทุกวันนี้ต้องมีอยู่ในแผนไม้เล็กน้อยก็ตาม

พร้อมระบุว่า ภาพรวมปีนี้บริษัทคาดว่าสามารถเติบโตได้ใกล้เคียงกับตลาดรวม ปัจจุบันในระดับอาเซียน ไทยยังสร้างรายได้เป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค ในฐานะฮับอินโดจีน ล่าสุดได้รับมอบหมายให้ดูแลตลาดกัมพูชาและเวียดนามด้วย