เครื่องสำอางจากผงไหม และ เครื่องดื่มจากเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้อง งานวิจัยเพิ่มมูลค่าจากโจทย์ในชุมชน
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
‘เครื่องสำอางจากผงไหม’ และ ‘เครื่องดื่มจากเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้อง’ งานวิจัยจากโจทย์ในชุมชน นอกจากเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ยังกระตุ้นไอเดีย เสริมศักยภาพนักวิจัย
จังหวัดมหาสารคามเคยเป็นแหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนับแสนครัวเรือน ก่อนที่จะลดลงจนปัจจุบันเหลือเพียงหลักหมื่น และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนาองค์ความรู้เพิ่มมูลค่ารังไหมสู่ผงไหม โปรตีนไหมสำหรับเครื่องสำอาง
:: หม่อนไหมเพิ่มมูลค่า
เมื่อของดีในจังหวัดเสื่อมความสนใจลง นักวิจัยจึงอยากที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ เพิ่มมูลค่าให้กับไหมมากกว่าแค่ต่อยอดทำเสื้อผ้าที่ขายได้ไม่แน่นอน
น.ส. จิราภา บุติมาลย์ นักวิจัยจากศูนย์นวัตกรรมไหม มหาวิทยาลัยสารคามเผยที่มานวัตกรรมผงไหมว่า มหาสารคามเคยเป็นแหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนับแสนครัวเรือน ก่อนที่จะลดลงจนปัจจุบันเหลือเพียงหลักหมื่น และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จึงอยากที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ เพิ่มมูลค่าให้กับไหมมากกว่าแค่ต่อยอดทำเสื้อผ้าที่ขายได้ไม่แน่นอน
“ปี 2549 เราได้รับทุนวิจัยจาก วช. ในการพัฒนาและผลิตผงไหมจากรังไหมที่เป็นเศษเหลือทิ้งจากกระบวนการเลี้ยงไหม จึงเริ่มศึกษาสถานการณ์จากงานวิจัยทั่วโลกพบว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีมีความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาผงไหมเพื่อสุขภาพและความงาม ที่ต่อยอดเป็นเครื่องสำอางและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ” น.ส.จิราภาอธิบายพร้อมชี้ว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีมีไหมรังขาว ในขณะที่ไทยมีไหมรังสีเหลือง ซึ่งคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าไหมรังขาว ทั้งโปรตีนเซอริซินและไฟโบรอีน แต่โดดเด่นที่สีเหลืองซึ่งมีแคโนทีนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระ
ศูนย์นวัตกรรมไหม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสบู่โปรตีนไหม ครีมบำรุงผิว แชมพูครีมนวดผม และอื่น ๆ อีกกว่า 10 รายการ ซึ่งโปรตีนจากผงไหม มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโปรตีนผิวและผม ทำให้มีประสิทธิภาพในการบำรุงและปกป้องผิวโดยไม่ระคายเคือง ก่อนจะสร้างแบรนด์ BBS: Beauty by Silk ที่ศูนย์ฯ ดูแลและจัดจำหน่ายเอง
“ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากโปรตีนไหมเหล่านี้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากรังไหมเหลือทิ้ง ราคากิโลกรัมละ 150 บาท ให้เพิ่มขึ้นถึง 200 เท่า ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางให้นักศึกษาและประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมไหม ที่ต่อยอดได้มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม” นักวิจัยม.มหาสารคามย้ำ
:: เครื่องดื่มสุขภาพจากข้าวหัก
ข้าวกล้อง ข้าวสีต่าง ๆ ที่มีราคาสูง ตอบโจทย์สุขภาพ แต่ก็ยังมีข้าวหัก หรือปลายข้าวที่ขายได้ราคาถูก หรือต่ำกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งที่สารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ ยังมีอยู่ไม่แตกต่างจากข้าวเต็มเมล็ด โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ
ผศ.สุธยา พิมพ์พิไล จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวกล้องสีต่าง ๆ จึงคิดจะสกัดเอาสารอาหารเหล่านั้นออกมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
ทีมวิจัยคิดค้น “ MJU-E01W” เทคโนโลยีการสกัดที่ลดการปนเปื้อนของแป้งข้าว และสกัดได้สารสำคัญมากกว่าวิธีการดั้งเดิม โดยสามารถสกัดสารต้านอนุมูลอิสระจากข้าวกล้องสีแดง มากกว่าวิธีเดิม 40% และ 160% ในข้าวกล้องสีดำ
ฟีนอไรท์ หรือสารสกัดที่ได้ ถูกนำมาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ ไร้แป้งและน้ำตาล อุดมสารต้านอนุมูลอิสระและสารโพลีฟีนอล เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ในขณะเดียวกัน สารต้านอนุมูลอิสระก็สามารถต่อยอดเป็นเครื่องสำอาง จึงต่อยอดเป็นมาส์กหน้าโยเกิร์ตอีกด้วย
“ปัจจุบัน เราจดสิทธิบัตรกระบวนการสกัด MJU-E01เอาไว้ และสำหรับเครื่องดื่มฟีนอไรท์ก็มีบริษัทที่ทำเรื่องข้าวให้ความสนใจจะต่อยอด ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตจากระดับวิจัยสาระดับอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่า จะพร้อมส่งต่อภาคเอกชนในปี 2558” ผศ.สุธยาชี้
จากข้าวหักกิโลกกรัมละไม่ถึง 10 บาท สามารถสกัดเป็นเครื่องดื่มได้ถึง 30 ขวด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของที่หลายคนมองข้าม แต่งานวิจัยและมุมมองของนักวิจัยที่เห็นความสำคัญ จะสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ





