วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยานยนต์เพื่อความยั่งยืน

ถึงเวลายานยนต์แห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยูเปิดศักราชใหม่ของรถพลังงานไฟฟ้า ชูนวัตกรรมรักษ์โลก

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

ถึงเวลายานยนต์แห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยูเปิดศักราชใหม่ของรถพลังงานไฟฟ้า ชูนวัตกรรมรักษ์โลก พร้อมเสริมสาธารณูปโภคครบวงจร นำร่องสิงคโปร์สู่เมืองต้นแบบในเอเชีย

“แนวโน้มของโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่อนาคตของการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility) จากการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 กว่า 60% ของประชากรโลกอาศัยในเมือง การจราจรในเขตเมืองหนาแน่นขึ้น พลังงานปิโตรเลียมมีจำกัด มีการวางกฎเกี่ยวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกาเรียกร้องความรับผิดชอบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” เกล็น ชมิดท์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปกล่าวภายในงาน “BMW World 2014 – Stories in Motion” ที่ประเทศสิงคโปร์

:: นวัตกรรมแก้ปัญหาพลังงาน

ยานยนต์พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งตัวเลือกที่จะมาตอบโจทย์เรื่องของพลังงาน แม้จะมีการขยับตั้งแต่ปี 2550 แต่ด้วยวัสดุ เทคโนโลยี ยังไม่เอื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินที่จะขายได้

“ปัจจุบัน เทคโนโลยีเปลี่ยน จากความท้าทายสู่การเพิ่มศักยภาพให้กับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม และเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ รถพลังงานไฟฟ้าก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น”

จาก “มินิ อี” รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่วิ่งอยู่บนถนนของยุโรป สู่การเปิดตัวรถพลังงานทางเลือก 2 รุ่นคือ บีเอ็มดับเบิลยู i3 รถยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากการปล่อยไอเสีย ออกแบบเพื่อการขับขี่ในเมือง และยึดหลักความยั่งยืนของการดีไซน์ทุกรายละเอียด และบีเอ็มดับเบิลยู i8 รถแนวสปอร์ตที่ใช้เทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริด

เกล็นกล่าวว่า การผลิตรถไฟฟ้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงใช้วิธีที่เรียกว่า “การผสมผสาน” ซึ่งเป็นการนำส่วนที่เป็นระบบไฟฟ้ามารวมกับตัวยานพาหนะซึ่งได้รับการออกแบบให้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปอย่างไรก็ตาม ความพยายามในการรวมสองเทคโนโลยีเข้าด้วยกันต้องผ่านกระบวนการปรับแต่งที่ซับซ้อนและทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเพิ่มสูงมาก รถยนต์ประเภทที่ผ่านการผสมผสานนี้จึงไม่ตอบโจทย์การขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าในระยะยาว

“วิศวกรของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีวิธีที่แตกต่างออกไปในการพัฒนาคอนเซปต์ LifeDrive ซึ่งเน้นไปที่การใช้งานจริงของยนตรกรรม โครงสร้างของรถยนต์ใหม่นี้รองรับความต้องการเชิงเทคนิคของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทุกเงื่อนไข แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกัน สามารถออกแบบน้ำหนักของรถให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพิ่มระยะทางที่สามารถขับขี่ให้ และความสบายใจด้านความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร”

คอนเซปต์ LifeDrive ตรงข้ามกับรถยนต์ที่มีตัวถังแบบ Self-supporting ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนอื่นๆ ในการรองรับด้านใต้ท้องของตัวรถ โดยฟังก์ชั่นที่ทำงานแยกกัน 2 ส่วนคือ Drive โมดูล ซึ่งประกอบด้วย ระบบช่วงล่างหรือระบบรองรับแรงกระแทก แบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน รวมถึงโครงสร้างและระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มารวมกันเป็นโครงสร้างที่ผลิตจากอะลูมิเนียมเป็นหลัก

อีกส่วนหนึ่งคือ Life โมดูล ประกอบด้วยโครงห้องโดยสารที่เปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อผลิตจากวัสดุที่เรียกว่า พลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (carbon fibre-reinforced plastic หรือ CFRP) ซึ่งการนำพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน มาใช้เป็นวัสดุหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การสร้างสรรค์โครงสร้างแบบ LifeDrive ออกแบบเน้นความเบา รวมถึงมิติใหม่ของโครงสร้างรถยนต์และระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ ยนตรกรรมที่ใช้โครงสร้างแบบ LifeDrive จึงมีน้ำหนักเท่าๆ กันกับรถยนต์ที่ได้รับการปรับแต่งทั่วไปที่มีขนาดเดียวกัน การดีไซน์ที่เน้นที่น้ำหนักและการนำวัสดุล้ำสมัยมาใช้ ทำให้วิศวกรโครงสร้างแบบ LifeDrive สามารถตัดน้ำหนักที่เกินมาจากการใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าได้มากกว่ารถซึ่งใช้เครื่องยนต์สันดาปทั่วไปในสมรรถนะที่เทียบเท่ากัน

:: ตอบโจทย์รักษ์โลก-รักรถ

บีเอ็มดับเบิลยู i3 เป็นรถที่ออกแบบเพื่อตอบสนองการใช้งานในเมือง ในลักษณะรถคอมแพคคาร์ 5 ประตู โครงสร้างตัวถัง CFRP พลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ขับเคลื่อนผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมกับเครื่องยนต์ 650 ซีซี. 2 สูบ ให้กำลังสูงสุด170 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนแบตเตอรี่เป็นลิเธียมไอออน เมื่อชาร์ทจนเต็มจะวิ่งได้ 150 กิโลเมตร

บีเอ็มดับเบิลยู i3 สามารถชาร์จไฟได้จากปลั๊กไฟทั่วไปและแท่นชาร์จ BMW iWallbox ของบีเอ็มดับเบิลยู ระดับของแบตเตอรี่บีเอ็มดับเบิลยู i3 ขณะชาร์จสามารถตรวจสอบได้ผ่านสมาร์ทโฟน

ส่วน i8 ตอบโจทย์คนที่ชอบรถสปอร์ต โดยใช้ระบบปลั๊ก-อินไฮบริดพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังขับ 96 กิโลวัตต์หรือ 131แรงม้าติดตั้งที่เพลาขับหน้า และขับเคลื่อนล้อหลังด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน 3 สูบ ทวินพาวเวอร์เทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์ (231 แรงม้า)และในสภาพถนนนอกเมือง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในบีเอ็มดับเบิลยู i8 จะทำงานเต็มกำลังด้วยความเร็วที่มากถึง 250 กม/ชม. สามารถช่วยประหยัด ด้วยน้ำมันเพียง 40 กม ต่อลิตร และลดการปล่อยมลภาวะได้ต่ำเพียง59 กรัม/กม แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการขับขี่

บีเอ็มดับเบิลยู i8 ใช้ระบบที่มีน้ำหนักเบา ตั้งแต่ประตูปีกนก (scissor doors) ตลอดจนสกรู ด้วยการใช้วัสดุพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) ทำให้ ลดน้ำหนักลงได้ถึง 50% หากเทียบกับการใช้วัสดุที่เป็นเหล็ก และลดน้ำหนักลงได้ 30% หากเทียบกับการใช้วัสดุที่เป็นอะลูมิเนียม

“จากยุคแรกของรถยนต์ไฟฟ้า ที่มียอดขายเพียง 40-50 คันต่อเดือน ปัจจุบันบีเอ็มดับเบิลยู มีไลน์ประกอบรถไฟฟ้าที่โรงงานในเยอรมัน มีกำลังการผลิตของ i3 อยู่ที่ 100 คันต่อวัน และมีตลาดหลักคือ นอร์เวย์ ,เนเธอร์แลนด์ ส่วน i8 ประมาณ 15-25 คันต่อวัน” เกล็นกล่าว

ความสำเร็จของยานยนต์ไฟฟ้านี้ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บีเอ็มดับเบิลยู เอจีชี้ว่า ต้องอาศัยพันธมิตรรวมไปถึงการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ยกตัวอย่างที่เยอรมัน มีการเริ่มต้นพูดคุยจากหลายฝ่าย โดยการช่วยเหลือจากรัฐฯก็มีทั้งการช่วยด้านการเงิน เช่น ยกเว้นภาษี, ลดค่าจดทะเบียนประจำปี หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นเช่น ที่จอดรถพิเศษ, การมีเลนพิเศษ ทำให้รถไฟฟ้าได้รับความนิยมจากประเทศในยุโรป

ปัจจุบัน ตลาดหลักของรถไฟฟ้ากว่า 50% อยู่ในยุโรป ส่วนในเอเชีย โฟกัสไปที่จีน เพราะมีแนวโน้มเติบโตสูง ประกอบกับบีเอ็มดับเบิลยูมีโรงงานในจีน ที่ปัจจุบันผลิต 3 รุ่น แต่ในอนาคตจะเพิ่มเป็น 6 รุ่น

อย่างไรก็ดี ในแง่ของความพร้อมด้านสาธารณูปโภคทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจและกลายเป็นพื้นที่นำร่อง ด้วยประเทศสิงคโปร์ให้ความสนใจและจัดตั้งหน่วยงานเพื่อความร่วมมือ เพื่อประเมินภาพรวมของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเมื่อมีการจำหน่ายและให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้

สำหรับประเทศไทย เกล็นกล่าวว่า ได้เปิดตัว i8 Plug-In Hybrid ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อต้นปี 57 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้า อยู่ระหว่างการส่งมอบรถ ขณะที่รุ่น i3 นั้นต้องรอดูตลาดและความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานก่อน โดยหวังให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในช่วงเปิดตลาดที่จะมีการสร้างการรับรู้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้รู้จักและรับรู้ถึงประโยชน์ สมรรถนะ ความประหยัดของตัวรถ