สมาคมอีคอมเมิร์ซเล็งถกกรมสรรพากรภายใน 2 สัปดาห์นี้ หวั่นมาตรการเก็บภาษีฉุดภาพรวมธุรกิจซื้อขายออนไลน์
หลังนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้ส่งหนังสือเชิญผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้เข้าร่วมรับฟังแนวทางการชำระภาษีอย่างถูกต้อง โดยระบุว่า ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องนั้น ทำให้สมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยที่มีสมาชิกผู้ประกอบอีคอมเมิร์ซราว 300 ราย เตรียมหารือเรื่องดังกล่าวกับกรมสรรพากรใน 2 สัปดาห์นี้
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า คณะกรรมการสมาคมอยู่ระหว่างการหารือ และเข้าไปชี้แจงกับกรมสรรพากรประเด็นการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันมากขึ้นถึงภาพรวมการซื้อขายอีคอมเมิร์ซในไทยที่ปัจจุบันประกอบไปด้วยผู้ค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งรายใหญ่ และรายย่อย
เขายืนยันว่า ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เสียภาษีอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน ยอมรับว่า ยังมีผู้ค้าในระดับรายย่อยๆ ลงไปอาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก
ขณะเดียวกัน จะหาโมเดลต้นแบบการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ มาประยุกต์ใช้กับไทย และนำเสนอโมเดลที่เหมาะสมให้กรมสรรพากรพิจารณาด้วย
"อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ๆ ที่มีวอลุ่มระดับพันล้าน ถึงแสนล้าน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอีคอมเมิร์ซให้บริการพวกจองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน และก็ยังมีกลุ่มบีทูซี ซึ่งกลุ่มนี้ก็แยกย่อยลงไปมีทั้งรายใหญ่ รายเล็ก มูลค่าซื้อขายอยู่ระดับหมื่นล้าน พันล้านก็มี กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่เสียภาษีถูกต้อง แต่ที่จะเล็ดลอดไปได้อาจเป็นรายย่อยๆ ลงไปอีก ซึ่งผู้ค้ามันกระจายไปกว้างมาก แต่ผมก็เห็นด้วยว่า เรื่องนี้ต้องให้ข้อมูล และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ค้าได้ทราบ"
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากรัฐมีนโยบายเชิงลบเกี่ยวกับการเก็บภาษีกับคนทำอีคอมเมิร์ซจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่คิดจะทำหรือทำอยู่แล้ว เกิดความเกรงกลัวจนไม่กล้าเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสธุรกิจและแข่งขันกับต่างประเทศ
"สมาคมอีคอมเมิร์ซต้องเข้าไปคุยกับกรมสรรพากรอีกครั้ง และต้องมีแผนเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ร่วมกัน"
นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า ขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต และการมาของเออีซี ต้องยอมรับว่าอีคอมเมิร์ซคือช่องทางและโอกาสที่เพิ่มศักยภาพของเอสเอ็มอีไทย แต่การทำธุรกิจให้ดีต้องทำให้ถูกต้อง เพื่อผู้ประกอบการจะไม่ต้องมากังวลกับการติดตามของภาครัฐจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
ดังนั้นการทำทุกอย่างให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น และแสดงถึงการมีตัวตนของการทำธุรกิจด้วย เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ การเสียภาษีก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ที่ควรทำให้ถูกต้อง ซึ่งยอมรับว่า ผู้ประกอบการหลายๆ รายยังไม่ทราบเรื่องนี้
นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออฟฟิศเมท กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าหนีภาษีที่ขายอยู่บนออนไลน์ ยอดเงินซื้อขายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท น่าจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สรรพากรต้องหามาตรการดึงผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าระบบ ซึ่งทำให้ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่ขายสินค้าเสียภาษีถูกต้อง เสียเปรียบผู้ค้ารายย่อยๆ และทำให้สรรพากรลงมาเล่นเรื่องนี้ ก็ส่งผลกระทบไปยังผู้ค้ารายย่อยๆ ที่ทำอย่างทุกต้อง ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
"ถ้าอยากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ จริงๆ สรรพากรต้องดึงกลุ่มที่ขายของหนีภาษีเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่เสียภาษีถูกต้องอยู่แล้ว โดยเฉพาะรายย่อยๆ ก็ควรมีมาตรการช่วยเหลือ มีแต้มต่อให้รายย่อยๆ อยู่ได้ เช่น ลดหย่อนภาษี เป็นต้น" นายวรวุฒิ กล่าว
เขาคาดว่า ภาพรวมอีคอมเมิร์ซในไทยปีนี้จะเติบโตเพิ่มสูงขึ้นราว 20-30% มูลค่ารวมๆ ทุกกลุ่มหลายแสนล้านบาท และครึ่งปีหลังจะเห็นนักลงทุนเข้ามาลุยธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น แบรนด์ต่างๆ จะเข้ามาเล่นในตลาดนี้เองอย่างจริงจัง ขณะที่บริษัทด้านขนส่ง และผู้ให้บริการการชำระเงินก็จะหลากหลายส่งผลให้อีคอมเมิร์ซโดยภาพรวมคึกคักมากขึ้น





