ทวิตเตอร์ เริ่มฟื้นหลังบอลโลกช่วยหนุนคนใช้งานเพิ่ม เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ซีอีโอตั้งความหวังเเทียบเฟซบุ๊ค
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ทวิตเตอร์ อิงค์ คลายความกังวลวิกฤติผู้ใช้งานเติบโตช้าลงในไตรมาส 2 หลังได้รับแรงหนุนจากการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการช่วงที่มีการชิงแชมป์บอลโลก ทำให้ความกังวลว่าบริการไมโครบล็อกกิ้งได้ผ่านจุดสูงสุดจนไม่สามารถเติบโตได้ต่อไปอีกแล้ว เริ่มสงบลง
หุ้นของทวิตเตอร์ทะยานขึ้น 35% หลังยอดผู้ใช้บริการประจำเดือนเพิ่มขึ้นกว่าที่คาด 24% จากก่อนหน้านี้บริษัทพยายามอย่างหนักที่จะฟื้นยอดเติบโตของผู้ใช้งานที่ลดลงต่อเนื่อง จนทำให้บรรดานักลงทุนไม่พอใจ
ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานผ่านมือถือโตขึ้น 29% เทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้ทวิตเตอร์คาดการณ์ว่ายอดขายรวมปีนี้จะได้ถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์ หลังเริ่มต้นปีนี้หุ้นจะตกลงมากกว่า 40% เพราะความกังวลนักลงทุนเกี่ยวกับความสามารถการเติบโตของทวิตเตอร์ในอนาคต รวมถึงการสร้างรายได้จากฐานผู้ใช้ที่มีอยู่จนทำให้ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (ซีโอโอ) ลาออกเมื่อเดือน มิ.ย.ก่อนตั้งผู้บริหารฝ่ายการเงินคนใหม่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้ทวิตเตอร์จะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 271 ล้านราย แต่จำนวนผู้ใช้งานก็ยังต่ำกว่าคู่แข่งอย่างเฟซบุ๊คที่ยอดแตะระดับ 1.3 พันล้านรายไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทวิตเตอร์ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นโซเชียล เน็ตเวิร์คที่ได้รับความนิยมเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ ระดับโลก เช่น การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายช่วงเดือน ก.ค.
นายดิค คอสโตโล หัวหน้าคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ทวิตเตอร์ กล่าวกับบรรดานักวิเคราะห์ว่า ฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาทำให้ผู้ใช้เดิมใช้เวลากับทวิตเตอร์มากขึ้น แต่ยังไม่ได้ทำให้จำนวนผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นช่วงไตรมาสดังกล่าว
ทวิตเตอร์ยังคงขาดทุนในไตรมาส 2 หรือราว 145 ล้านดอลลาร์ แต่ซีอีโอก็ยังมองว่าประสิทธิภาพของบริษัทยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปได้
"เราเป็นเครือข่ายข้อมูลเรียลไทม์ของโลกได้แล้วตอนนี้ ซึ่งเราจะวางบทบาทตัวเองให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก" นายคอสโตโลกล่าว
นักวิเคราะห์จากธอมสัน รอยเตอร์ เผยว่า ไตรมาสถัดไปทวิตเตอร์ยังคาดหวังว่ารายได้จะเพิ่มจาก 330 ล้านดอลลาร์เป็น 340 ล้านดอลลาร์สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 323.7 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ การเติบโตของผู้ใช้ทวิตเตอร์เริ่มชะลอตัว นับตั้งแต่บริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น แต่นักลงทุนยังให้ความเชื่อมั่นว่า ทวิตเตอร์จะสามารถปฏิวัติตัวเองเป็นแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตในระดับเดียวกับเฟซบุ๊คได้





