สถาปัตย์ มจธ.รุก 'Design for Sustainability'

สถาปัตย์ มจธ.รุก 'Design for Sustainability'

คณบดีฯ สถาปัตย์ มจธ. ย้ำหลัก Share&Care การแบ่งปันความรู้ช่วยจุดประกายต่อยอดงานออกแบบใหม่ๆได้เสมอ

คณบดีฯ สถาปัตย์ มจธ. ย้ำหลัก Share&Care การแบ่งปันความรู้ช่วยจุดประกายต่อยอดงานออกแบบใหม่ๆได้เสมอ ตั้งเป้าติวเข้มเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อก้าวสู่ Design for Sustainability รองรับความต้องการการออกแบบอย่างยั่งยืนของสังคมปัจจุบัน

สำหรับช่วงรอยต่อของการเรียนเป็นช่วงที่สำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจ โดยเฉพาะช่วงที่จะต้องเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในคณะและสถาบันที่ใฝ่ฝัน แต่สำหรับใครที่มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นคณะในดวงใจอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแห่งหนึ่งทีเดียว

ดร.วีระพันธุ์ ชินวัตร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนที่นี่เพื่อฝึกให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ แต่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพต้องเกิดจากความเข้าใจและแรงบันดาลใจของผู้เรียนจึงจะสามารถตอบโจทย์ของสังคมได้บนรากฐานของความเป็นจริง โดยขณะนี้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มจธ. กำลังอยู่ในขั้นตอนของการปรับนโยบายและแนวทางให้เป็น “Design for Sustainability” หรือ การออกแบบอย่างยั่งยืน

“เราอยู่ในยุค eco มาได้ระยะหนึ่งแล้วมีการรณรงค์ต่อเนื่องและหลายคนกำลังปรับตัว แต่สิ่งที่ยังขาดคือพัฒนาต้นตอของความคิดการปลูกฝังความเป็น sustainability ให้แก่ผู้เรียนออกแบบ ซึ่งทางคณะสถาปัตย์เองก็กำลังปรับหลักสูตรให้มีความเข้มข้นในเรื่องนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม eco ในทุกๆ ด้านรวมถึงอนาคตที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ถึง กลางกรกฏาคม 2557 นี้ ผมในฐานะผู้อำนวยการโครงการวิจัยเพื่อออกแบบและก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงานด้วยแสงอาทิตย์ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Solar Decathlon Europe 2014 ซึ่ง มจธ.ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 20 ทีมจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ให้มาแข่งขันกัน ณ เมืองแวร์ซายชานกรุงปารีส เป็นการรวมเอานศ.คณะสถาปัตย์ วิศวะ พลังงาน และ JGSEE มาทำงานร่วมกันในลักษณะ Collaborative Education ครั้งแรก เพื่อเรียนรู้และออกแบบก่อสร้างร่วมกันอย่างเช่นที่มืออาชีพทำกัน เพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันแบบในสถานการณ์จริง จากการ cross disciplinary ในเรื่องต่างๆ ทั้งแนวคิดทาง สถาปัตย์ วิศวะระบบต่างๆ การประหยัดพลังงาน การใช้วัสดุให้เกิดความยั่งยืน การปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ ทั้งนี้จะต้องใช้ effort อย่างมากในการ share & care เพื่อให้เกิด teamwork ที่ดีในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ โครงการนี้เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำมาต่อยอด เพื่อให้เกิด Design for Sustainability ต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการปรับตัวเพื่อให้เกิดการ Collaboration ระหว่างคณะให้มากขึ้น อาจารย์ผู้สอนจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในเรื่องนี้”

อีกส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่อรับนโยบาย Design for Sustainability ของคณะฯ คือ Share&Care นอกจากการแลกเปลี่ยนแนวคิดกันเองภายในหมู่ผู้เรียนแล้ว ต้องมีการแบ่งปันให้คนภายนอกมีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ด้วย โดย ดร.วีระพันธุ์ กล่าวว่า ทางคณะฯพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีนั่นคือการจัด Thesis Exhibition ของนักศึกษาสถาปัตย์ชั้นปีที่ 5 โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ป UNBOX Thesis Exhibition 2014 ที่รวมผลงานของนักศึกษาสถาปัตย์ปี 5 ทั้ง 4 สาขาวิชาไว้ด้วยกัน คือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมภายใน ออกแบบอุตสาหกรรม และนิเทศศิลป์

“ประเพณีของเราคือนักศึกษาจะต้องไม่เรียนจบไปเฉยๆ ต้องมีการแสดงให้สาธารณชนได้เห็นศักยภาพที่เรียนมา ซึ่ง Theme ในปีนี้คือ UNBOX เสมือนไข่ที่กำลังจะแตกเปลือกออกมา แสดงถึงผลงานที่ไม่อยู่ในกรอบและไม่ยึดติด ซึ่งทุกผลงานล้วนมีแนวคิดมาจากสถานที่จริง ปัญหาจริง บริบทจริง และแรงบันดาลใจของพวกเขาเอง”

ทั้งนี้ ดร.วีระพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานมักเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่เป็นตัวช่วยที่ดีก็คือข้อมูล นักศึกษาต้องทำวิจัยเบื้องต้นเพื่อทำความเข้าใจบริบทพื้นที่หรือปัญหาก่อน จึงจะสร้างผลงานที่ดีออกมาได้ ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจและมีโอกาสเป็นไปได้จริงไว้บางส่วน เช่น “Positive Loss” Hospice at Bangkhuntien โดย น้องอิ๋ม “มิลิน วินทะไชย” นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 เจ้าของผลงานได้กล่าวว่า แรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เคยสูญเสียเพื่อนที่รักมากจึงออกแบบสถานที่สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะจากไปให้มีความทรงจำกับสถานที่ที่ดีในช่วงสุดท้ายก่อนเสียชีวิต

“อยากให้ระยะสุดท้ายของชีวิตคนที่เรารักได้อยู่ในสถานที่ที่ดีไม่ใช่เพียงสถานพยาบาลหรือห้องสี่เหลี่ยม ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิต ตัวอาคารถูกออกแบบให้กลืนกับธรรมชาติ กลางตึกมีทางเดินพาดยาวจากทิศตะวันออกที่พระอาทิตย์ขึ้นไปจบทางทิศตะวันตกที่พระอาทิตย์ตกดิน เป็นการสื่อความหมายถึง Cycle of Life ว่าชีวิตคนเรามีเวลาแห่งการเริ่มต้น เบ่งบาน ร่วงโรย และจบไป มีพื้นที่ของความเสียใจซึ่งจะอยู่จุดปลายของอาคารเพื่อสื่อว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ และมีศาสนสถานเพื่อความสงบจิตใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือ “Resurgent the abandon city” Angthong the li kay festival โดย น้องคิว “ชิษณพงศ์ พงษ์ไพบูลย์” นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 เจ้าของผลงานนี้ได้กล่าวว่า แนวคิดของงานนี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนจังหวัดอ่างทองที่รู้สึกว่าอ่างทองเข้าใกล้ความเป็นจังหวัดร้างขึ้นทุกที ของดีอ่างทองอย่างลิเกก็ค่อยๆ หายไปคนดูน้อยลง จึงคิดที่จะพัฒนาภายใต้รากฐานของวัฒนธรรมเดิมโดยใช้การออกแบบที่เรียนมาเข้าไปช่วย

โดยน้องคิว บอกว่า ตอนนี้เป็นช่วงที่จังหวัดอ่างทองมีการรวบรวมศิลปินลิเกของจังหวัดมาร่วมแสดงในมหกรรมลิเกอ่างทองซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้ง จึงอยากนำงานออกแบบมาช่วยดึงเสน่ห์ของอ่างทองกลับมา ด้วยโปรเจกโรงลิเกที่สามารถถอดประกอบได้มีทั้งขนาด S M และ L โดยขนาดใหญ่สุด 6,000 ตารางเมตร ที่มาพร้อมพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเหมาะกับการนำสินค้าพื้นเมืองของอ่างทองมาวางจำหน่าย ความโดดเด่นของงานนี้อยู่ที่ฉากลิเก เพราะสมัยก่อนจะมีเพียงด้านเดียวตลอดเรื่อง แต่งานออกแบบนี้จะเน้นความแปลกใหม่ของฉากหลัง 3 ฉาก อย่าง พระราชวัง หมู่บ้าน และป่า ที่ใช้ภาพที่ดูสมจริง สวยงาม และมีการจัดวางไล่ระดับอย่างมีมิติให้คนดูเพลิดเพลินและรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในฉากลิเก

“ถ้ามีโอกาสผมก็อยากให้งานนี้เป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมทการท่องเที่ยวจังหวัดอ่างทอง อยากนำไปจัดตั้งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด เช่น วัดไชโยวรวิหาร วัดขุนอินทประมูล หรือศาลากลางจังหวัด เพื่อให้จังหวัดอ่างทองมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงลิเกในรูปแบบที่ชวนตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยวได้ชมตลอดทั้งปี”

อย่างไรก็ตามทั้งสองผลงานนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มจธ. เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายผลงานของนักศึกษาที่พร้อมจะต่อยอดให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปเมื่อมีโอกาสและการสนับสนุน แต่สำหรับใครที่กำลังหาสถานที่ศึกษาต่อในคณะสถาปัตย์ที่นี่ถือเป็นอีกแห่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว