นักวิจัยจากคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดลพบวิธีพัฒนาแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันแบบพร้อมใช้สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
นักวิจัยจากคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พบวิธีพัฒนาแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันแบบพร้อมใช้สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกทุกสายพันธุ์ รับทุนวิจัย 20 ล้านบาทจาก NSTDA Chair Professor ’56 เตรียมต่อยอดขั้นตอนผลิตเชิงอุตสาหกรรมก่อนทดสอบทางคลินิก ตั้งเป้า 7 ปี พร้อมใช้
“ปัญหาของไข้หวัดใหญ่คือ วัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อที่ต่างสายพันธุ์จากไวรัสที่ใช้ทำวัคซีนได้ ในขณะที่ไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาดแต่ละปี ก็เปลี่ยนสายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ ทำให้ต้องเตรียมวัคซีนใหม่ทุกปี คนก็ต้องฉีดวัคซีนทุกปี” ศ.ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลอธิบาย
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดที่ร่างกายจะใช้เวลาในสร้างภูมิคุ้มกัน 7-10 วันหลังฉีดวัคซีน แต่จะได้ผลน้อยในกรณีผู้สูงอายุที่สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเองได้น้อย หรือในเด็กทารกที่ยังสร้างภูมิคุ้มกันไม่ได้ ผู้ป่วยบางโรคที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมไปถึงกลุ่มคนที่แพ้โปรตีนไข่ ไม่สามารถรับวัคซีนได้เนื่องจากวัคซีนที่ใช้ต้องเพาะเลี้ยงในไข่ไก่ฟักปลอดเชื้อ ซึ่งกระบวนการนี้อาจไม่เพียงพอเมื่อมีการระบาด
:: นวัตกรรมต้านหวัด
ศ.ดร.วันเพ็ญกล่าวว่า นอกจากวัคซีน ยังมียารักษาโรคไข้หวัดใหญ่เพียง 2 ชนิด และดื้อยาหมดแล้ว อยากที่จะหาวิธีรักษาไข้หัดใหญ่แบบไม่ใช้ยา ซึ่งตนเองเป็นนักวิทยาภูมิคุ้มกันที่คุ้นเคยกับภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ จึงต่อยอดสร้างเป็นภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีของคนชนิดโมเลกุลเล็กที่เรียกว่า แอนติบอดีสายเดี่ยวซึ่งจะเข้าไปจับไวรัสในเซลล์ที่ติดเชื้อ
ทีมวิจัยใช้เวลากว่า 10 ปี โดยเริ่มจากนำเซลล์เม็ดเลือดขาวจากสภากาชาดไทยที่ถูกแยกไว้รอการทิ้งมาสกัดเอายีนของมนุษย์ 60 ตัวอย่างที่ครอบคลุมการสร้างภูมิคุ้มกันที่หลากหลาย มาทดสอบหายีนที่มีภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ จากนั้นนำมาเพาะเพิ่มจำนวนในหลอดทดลอง
“เราได้ทำการศึกษาพบว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่าง ๆ จะมีโปรตีน 3 ตัวที่พบได้ในทุกสายพันธุ์ หากเราสามารถยับยั้งการทำงานของโปรตีน 3 ตัวนี้ จะทำให้ภูมิคุ้มหันหรือแอนติบอดีนี้ ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์” นักวิจัยกล่าว
โปรตีน 3 ตัวนี้คือ NS1 ซึ่งเป็นตัวกดภูมิคุ้มกัน, Matrix1 โปรตีนโครงสร้างไวรัสที่ใช้ขยายตัว และ M2 โปรตีนที่ช่วยให้ไวรัสหนีออกจากเซลล์คุ้มกัน
จากนั้น ทีมวิจัยนำโปรตีนทั้ง 3 ตัวมาใส่ในแอนติบอดีโมเลกุลเล็กที่เรียกว่า แอนติบอดีสายเดี่ยว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแอนติบอดีทั่วไป 5-10 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการแทรกตัวเข้าไปทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้มากขึ้น ทนทาน
ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้นี้ ถูกนำมาทดสอบในระดับห้องทดลอง และได้รผลดี ก่อนที่จะทดสอบในหนูทดลองที่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่าง ๆ โดยให้แอนติบอดีติดต่อกัน 5 วัน หนูมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ และหายขาด
:: เดินหน้าพัฒนาเพื่อใช้จริง
ล่าสุด งานวิจัยในการผลิตแอนติบอดีของคนเพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกของศ.ดร.วันเพ็ญ และทีม ได้รับทุนวิจัย NSTDA Chair Professor ประจำปี 2556 เป็นทุนวิจัย 20 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อขยายสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม
“งบวิจัยจำนวนนี้ จะนำไปรวมกับงบที่บริษัทเอกชน คือ สยามไบโอไซน์ ร่วมทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตแอนติบอดีในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับไทยที่ยังไม่เคยมีการทำลักษณะนี้มาก่อน ทำให้ต้องใช้กำลังคนและงบประมาณจำนวนหนึ่ง โดยตั้งเป้าเพิ่มการผลิตจาก 250 มิลลิลิตรในห้องปฏิบัติการสู่การผลิต 10 ลิตรในโรงงานต้นแบบ ที่มีมาตรฐาน GMP ซึ่งคาดว่าใช้เวลา 2 ปี” นักวิจัยชี้
ศ.ดร.วันเพ็ญกล่าวว่า เมื่อได้แอนติบอดีที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว จำเป็นต้องทดสอบยืนยันอีกครั้ง ทั้งในระดับห้องทดลองและสัตว์ทดลองเพื่อยืนยันประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนไป แล้วจึงยื่นของ อย. ก่อนจะเริ่มทำการทดสอบทางคลินิกทั้ง 3 เฟส ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 5 ปี
ความก้าวหน้าทางการแพทย์นี้ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงคนที่ดื้อยารักษาไข้หวัดใหญ่ต่าง ๆ สามารถฉีดแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลากระตุ้นภูมิ 7-10 วัน โดยไม่มีการต่อต้านเพราะมาจากยีนมนุษย์ ซึ่งการใช้งานจะอยู่ในลักษณะเดียวกับยาคือ เมื่อป่วยถึงให้
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีแผนการสำหรับการผลิตแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันพร้อมใช้สำหรับรักษาโรคตับอักเสบชนิดซี ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หรือเอชซีวี (HCV) ซึ่งมีประชากรโลกติดเชื้อนี้ประมาณสองร้อยล้านคนรวมทั้งคนไทย และแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีกสามถึงสี่ล้านคน
การติดเชื้อเอชซีวีเรื้อรังมีผลให้เกิดมะเร็งตับ ตับแข็ง หรือตับวายได้ ขณะนี้ไม่มีวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบซี การรักษาโรคนี้จึงต้องกินและฉีดยาต่อเนื่องเป็นเวลานานถึงหกเดือน หรือหนึ่งปี ยามีราคาแพง หมดอายุเร็ว ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และที่สำคัญคือยาออกฤทธิ์ข้างเคียงที่ทำให้ผู้ที่ได้รับยาส่วน หนึ่งป่วยมากจนทนไม่ไหว เช่น เม็ดเลือดแตก ทำให้เลือดจาง มีอาการทางระบบ ประสาท เป็นต้น รวมทั้งมีเชื้อไวรัสเอชซีวีดื้อยาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทีมวิจัยมีแนวคิดในการรักษาโรคตับอักเสบซีแบบใหม่คือการใช้ แอนติบอดีสายเดี่ยวหรือแอนติบอดีจิ๋วของคนที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนสำคัญของไวรัส โดยแอนติบอดีเหล่านี้สามารถเข้าเซลล์ได้เองเพื่อไปขัดขวางการ เพิ่มจำนวนของไวรัสในเซลล์ของตับ และยับยั้งไม่ให้โรคลุกลามกลายเป็นโรคตับระยะสุดท้าย โดยที่ขณะนี้ทีมวิจัยมีแอนติบอดีต้นแบบที่สามารถยับยั้งการเพิ่ม จำนวนของไวรัสตับอักเสบซีหลากหลายสายพันธุ์อยู่แล้ว ซึ่งในการวิจัยจะมีการพัฒนาการผลิตแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพดี เหล่านี้ในรูปแบบที่สามารถนำไปขยายการผลิตในอุตสาหกรรมได้ เพื่อใช้ทดสอบทางคลินิกต่อไป
“เราหวังว่าจะเป็นเทคโนโลยีย้อนกลับ ที่ไทยเรามีองค์ความรู้ เป็นผลิตภัณฑ์ของไทย เทคโนโลยีของไทยและพร้อมที่จะขายให้กับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก นำรายได้และความภาคภูมิใจเข้าประเทศ” นักวิจัยจากมหิดลย้ำ





