วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาสแรงงานไทย

นักวิชาการ มธ. สะท้อนคุณภาพบัณฑิตจบใหม่ ที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง อ้างอิงผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในไทย

นักวิชาการ มธ. สะท้อนคุณภาพบัณฑิตจบใหม่ ที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในเมืองไทย

จากผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อ GDP ประเทศเติบโตในระดับที่ต่ำกว่า 3% จะส่งผลต่อการจ้างงาน ซึ่งนอกจากบริษัทส่วนใหญ่จะไม่ขยายกิจการใหม่ ในบางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมักจะตัดสินใจลดขนาดธุรกิจ ถึงขั้นมีการเลิกจ้างพนักงานในจุดที่เห็นว่าไม่จำเป็น ดังนั้นผลกระทบจึงเกิดขึ้นโดยตรงกับบัณฑิตจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน

จบมหาวิทยาลัยก็ใช่ว่าจะหางานง่าย เมื่อมาดูตัวเลขคาดการณ์จำนวนผู้ว่างงานในปี 2557 ของแรงงานระดับกลางคือจบชั้น ปวช./ปวส. ประมาณ 50,000 คน ขณะที่แรงงานระดับสูงที่จบชั้นอนุปริญญาขึ้นไปน่าจะมีการว่างงานมากที่สุดคือประมาณ 150,000 คน

ในขณะที่ตัวเลขโดยเฉลี่ยของนักศึกษาที่จะจบการศึกษาในระดับปวช.ปีละ 400,000 คน ระดับปวส.ปีละ 350,000 คน และอุดมศึกษาปีละ 400,000 คน จะเห็นว่าถ้านับเป็นสัดส่วนแล้ว จะเห็นว่าบัณฑิตที่จบในระดับมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนในการว่างงานสูงถึง 37% ซึ่งสูงกว่าในระดับ ปวช.และปวส. ที่มีสัดส่วนการว่างงานเพียง 6%

บัณฑิตจบใหม่ไม่มีทักษะที่ธุรกิจต้องการ ผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้มีแนวโน้มการว่างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยภายในที่ทำให้บัณฑิตที่จบระดับมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนและจำนวนว่างงานที่สูงกว่าระดับอื่นก็คือ ผลผลิตของรั้งมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดต้องการ

เมื่อดูผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีมูลค่า FDI เข้ามาในไทยสูงสุด ก็พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน นักลงทุนญี่ปุ่นเหล่านี้เห็นว่าการรับคนเข้าทำงานที่คุณสมบัติเหมาะสมในตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางในประเทศไทยนั้นนับว่าหายากกว่าในประเทศอื่นๆในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนิเซีย และฟิลิปปินส์

หรืออีกนัยหนึ่งคือแรงงานในไทย มีสัดส่วนที่คนมีทักษะไม่ตรงกับงาน (Skill Mismatch) และการขาดแคลนทักษะที่เหมาะสม (Skill Shortage) สูงกว่าประเทศที่ได้กล่าวมา และโดยเฉพาะอาชีพวิศวกรนั้น เรามีสัดส่วน Skill Shortage สูงกว่าเวียดนามเสียอีก

และผลการสำรวจของ World Bank Investment Climate Survey for Thailand ก็พบว่าทักษะสำคัญ 5 ด้านที่ขาดแคลนอย่างมากในแรงงานไทยคือ การสื่อสารภาษาอังกฤษ ทักษะด้าน IT ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และการบริหารเวลา

ยังไม่หมดหวัง หาโอกาสการเรียนรู้นอกห้องเรียน เมื่อการเรียนในห้องเรียนตามระบบการศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมสมัยใหม่ได้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่จะรอให้ระบบเปลี่ยนหรือรอให้ใครมาเปลี่ยนระบบ แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

ดิฉันได้มารู้จักกับกลุ่มคนรุ่นใหม่อยู่หลายกลุ่มที่กำลังพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ หนึ่งในนั้นคือ Asian Leadership Academy (ALA) เป็นการรวมตัวกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Stanford University ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เรียนรู้เข้าใจระบบคิดแบบ Design Thinking และเห็นถึงความแตกต่าง ความก้าวหน้า และขีดความสามารถในการแข่งขันของคนในประเทศอื่นๆ ก็กลายมาเป็นแรงขับให้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทย แบบไม่รอระบบ ไม่รอคำสั่งจาก Top-Down แต่เป็นการลงมือการเปลี่ยนแปลงจาก Ground Up

ALA เป็นกิจการเพื่อสังคมที่เห็นช่องว่างในการพัฒนาศักยภาพ สร้างภาวะผู้นำและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กรุ่นใหม่ ที่เปิดกว้างไม่จำกัดอยู่แค่คนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้เท่านั้น และเชื่อว่าการสร้างทักษะ การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เส้นทางความสำเร็จของคนไม่ได้จำกัดอยู่ภายในห้องเรียนเท่านั้น ดิฉันเองก็เชื่อเช่นนั้น

* ผศ.ดร. การดี เลียวไพโรจน์

Thammasat Business School

[email protected]