ยารักษาเบาหวานลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ

ยารักษาเบาหวานลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ

คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่วิจัยผลของยารักษาเบาหวานตัวใหม่ลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ

คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่วิจัย ผลของยารักษาเบาหวานตัวใหม่ลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ

ปัจจุบันสถานการณ์ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นปัญหาสำคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ขาดเลือดนั้นเกิดความเสียหายและตายได้ โดยผลกระทบของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะมีความรุนแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ในด้านการรักษานั้น การกำจัดการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจโดยการใช้สายสวนหัวใจหรือการให้ยาสลายลิ่มเลือดเพื่อเปิดรอยอุดตัน และทำให้เลือดสามารถกลับมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดังเดิม เป็นวิธีการรักษาเพื่อลดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและผลกระทบต่อชีวิต อย่างไรก็ตามพบว่าการปล่อยให้เลือดกลับเข้ามาเลี้ยงยังบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือด สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น อันเนื่องมาจากมีการเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระในไมโตคอนเดรียของหัวใจ เป็นผลให้ไมโตคอนเดรียในหัวใจทำงานผิดปกติ และเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ การบีบตัวที่น้อยลงของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมทั้งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอีกด้วย

นอกเหนือจากโรคหัวใจแล้ว จากสถิติปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมีจำนวนที่สูงขึ้นมากทุกปี รวมถึงประเทศไทยด้วย และเนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยเบาหวานนั้นจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนทั่วไปถึง 2-4 เท่า จึงมักพบโรคเบาหวานและโรคหัวใจพบในผู้ป่วยจำนวนมากร่วมกัน ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีการใช้ยารักษาโรคเบาหวานในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีรายงานถึงผลของยาเบาหวานต่อหัวใจทั้งด้านดีและด้านเสีย ปัจจุบันนี้การใช้ยารักษาโรคเบาหวานจึงต้องเฝ้าระวังผลเสียที่อาจเกิดกับหัวใจด้วยเป็นอย่างยิ่ง

จากเหตุผลดังกล่าวทำให้มีการค้นคว้าวิจัยหายาตัวใหม่ที่ไม่มีผลเสียหายต่อหัวใจ หรือยิ่งดีไปกว่านั้นคือการที่ยารักษาเบาหวานตัวใหม่สามารถที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย

ทีมวิจัยโดยนายเกริกเกียรติ จินดา นักศึกษาทุน คปก. รุ่นที่ 12 และ ศ. ดร. นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร อาจารย์ที่ปรึกษา จากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขาโรคทางไฟฟ้าหัวใจ และภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการศึกษาวิจัยถึงผลของยารักษาเบาหวานตัวใหม่ ซึ่งเป็นยาต้านเบาหวานในกลุ่มไดเพพติดิล เพพติเดส-4 อินฮิบิเตอร์ หรือ ยายับยั้งดีพีพี-4 เอนไซม์ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่ายานี้จะทำให้มีการเพิ่มขึ้นของสารจีเอลพี-1 ซึ่งเป็นสารที่มีผลดีกับหัวใจ อย่างไรก็ดีผลของยาตัวนี้ต่อหัวใจในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษาผลของยายายับยั้งดีพีพี-4 ที่ชื่อ “วิลดากลิพติน” และกลไกในการออกฤทธิ์ของยาตัวนี้ต่อหัวใจ ในกรณีที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้วกลับมีเลือดมาเลี้ยงใหม่ โดยมีสมมติฐานงานวิจัย คือ การได้รับยาวิลดากลิพตินจะช่วยลดการเกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจชนิดร้ายแรง ลดการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจ และลดขนาดของกล้ามเนื้อหัวใจตาย อันเกิดจากภาวะหัวใจขาดเลือดแล้วกลับมีเลือดมาเลี้ยงใหม่ รวมถึงผลดีต่อหัวใจเกิดจากการที่ยาวิลดากลิพตินช่วยลดความเสียหายของไมโตคอนเดรียในหัวใจ และลดจำนวนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายได้ ทั้งนี้ได้ทำการทดลองในหนูที่ถูกทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขึ้น

จากการศึกษาพบว่าหนูกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับยา เกิดกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายและมีขนาดใหญ่มาก รวมทั้งการบีบตัวของหัวใจที่แย่ลง ส่วนหนูที่ได้รับยาวิลดากลิพตินจะมีบริเวณที่เกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจที่มีขนาดเล็กลงถึงร้อยละ 44 และมีการบีบตัวของหัวใจที่ดีกว่าหนูกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับยา ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ยาวิลดากลิพตินสามารถลดระดับสารอนุมูลอิสระในไมโตคอนเดรียของกล้ามเนื้อหัวใจได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการบวมของไมโตคอนเดรียของหัวใจด้วย ทำให้การทำงานของไมโตคอนเดรียเป็นปกติมากกว่าหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับยา

นอกจากนี้ยังพบว่าหนูกลุ่มที่รับยาวิลดากลิพตินมีระดับของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของเซลล์มากกว่าหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับยาอีกด้วย อย่างไรก็ตามทีมวิจัยพบว่ายาวิลดากลิพตินไม่ได้ช่วยในเรื่องการลดภาวะการเต้นผิดจังหวะของหัวใจในภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

“การศึกษานี้เป็นหนึ่งในการศึกษาขั้นพื้นฐานที่แสดงให้เห็นถึงผลดีในการปกป้องหัวใจจากการขาดเลือดของยาเบาหวานกลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้งดีพีพี-4 เอนไซม์ในหัวใจที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและมีเลือดกลับมาเลี้ยงใหม่ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปสู่การศึกษาเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ในผู้ป่วยต่อไป”ศ. ดร. นพ.นิพนธ์กล่าวสรุป