ท่ามกลางการแข่งขันของเคสโทรศัพท์มือถือหลายพันลวดลาย 'พาสเทล'Pastel) แหวกกระแสด้วยงานศิลปะเก๋ ผสานเรื่องราวสร้างคาร์แรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
ท่ามกลางการแข่งขันของเคสโทรศัพท์มือถือหลายพันลวดลาย 'พาสเทล' (Pastel) แหวกกระแสด้วยงานศิลปะเก๋ ผสานเรื่องราว สร้างคาร์แรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดสู่สินค้าแต่งบ้าน '57 เดินหน้าบริการที่ปรึกษาด้านการออกแบบ ดิ้นหนีวิกฤตเศรษฐกิจ หวังโต 20%
จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์แบรนด์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น BELKIN Internation Inc. ในเครือของ Apple accessories หรือ Wilson แบรนด์ที่ออกแบบไม้เทนนิสระดับโลก 'รวิ ธนดล อิทธิระวิวงศ์' มองเห็นช่องว่างของตลาดอุปกรณ์เสริม ในกลุ่มเคสโทรศัพท์มือถือ ที่ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อจากลวดลาย แทนที่จะเป็นแบรนด์
:: แชร์เรื่องราวผ่านไวรัล
"ตอนนั้นเราเห็นว่า ยังไม่มีเคสแนวภาพวาดในตลาดเคสของไทย จึงเริ่มมองเป็นโอกาส บวกกับพฤติกรรมของวัยรุ่นที่นิยมเปลี่ยนเคสโทรศัพท์บ่อย ในขณะที่สาวออฟฟิศหรือคนวัยทำงานจะไม่เปลี่ยนบ่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและลวดลายเป็นหลัก จึงค่อยๆ เริ่มทำเคสโทรศัพท์มือถือ โดยชูจุดเด่น 2 ข้อคือ งานศิลปะและเรื่องราว" รวิในฐานะผู้อำนวยการด้านการออกแบบ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ พาสเทล (Pastel) เผย
ช่วงปี 2554 รวิเริ่มสร้างแบรนด์พาสเทลไปพร้อม ๆกับงานประจำที่ Wilson ในสหรัฐ โดยมีทีมงานที่ไทยคอยประสานงาน เมื่อผลตอบรับดีมาก รวิจึงตัดสินใจกลับเมืองไทยและเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง
"ผมอยากเน้นเคสโทรศัพท์ในธีมงานศิลปะ วางสถานะเป็นชิ้นงานศิลปะ ภายใต้คอนเซปท์ว่า เคสทุกชิ้นบ่งบอกเรื่องราว (Every Case tells a story) โดยสร้างเมือง 1 เมืองขึ้นมาในชื่อ Fur Ville สร้างคาร์แรกเตอร์ของสัตว์ต่าง ๆ ผ่านลายเส้นของศิลปิน ในขณะที่สินค้าทุกชิ้นจะมีชื่อ ลักษณะนิสัย และเรื่องราวของคาร์แรกเตอร์นั้น ๆ บนสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์"
ศิลปินหลัก 3 ท่านทำงานร่วมกับพาสเทล คือ โอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์, ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร และครูปาน-สมนึก คลังนอก ซึ่งจะทำให้ลายเส้นมีความหลากหลาย และจะออกเป็นคอลเล็กชั่นใหม่ 2 ครั้งต่อปี โดยที่แต่ละเดือนก็จะมีสินค้าใหม่หรือลวดลายใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีคอลเล็กชั่นพิเศษที่จะทำงานร่วมกับดารา เซเลป หรืออื่น ๆ อาทิ คอลเล็กชั่นที่จะจับมือกันออกแบบร่วมกับเอมมี่-มรกต กิตติสาระ
สำหรับการออกแบบ เจ้าของแบรนด์พาสเทลมองว่า แม้จะเริ่มจากการสร้างคาร์แรกเตอร์ของสัตว์นานาชนิดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว แต่ก็ไม่ได้จับเฉพาะตัวสัตว์อย่างเดียว งานออกแบบสามารถเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ไม่ได้มองตามเทรนด์ เน้นความต้องการของกลุ่มผู้ใช้เป็นหลัก
"ด้วยกลุ่มเป้าหมายหลักของเราอายุ 18-25 ปี แต่กลุ่มผู้ใช้ก็หลากหลาย เนื่องจากโทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนทุกวัย การเปิดตัวแบรนด์พาสเทลจึงใช้การตลาดแบบไวรัล ให้คนที่มีชื่อเสียง เซเลป ดาราที่เรารู้จักอยู่แล้ว มาช่วยสร้างกระแส" รวิกล่าว พร้อมชี้ว่า กระแสเป็นเพียงการเปิดตัวที่จะช่วยสร้างการรับรู้ แต่สิ่งที่พาสเทลให้ความสำคัญเช่นเดียวกับลูกค้าคือ คุณภาพของงาน ทั้งความคมชัดของลาย และวัสดุที่ใช้
ในขณะที่การตลาดแบบไวรัลไปได้ดี ทีมพาสเทลก็เดินหน้าเข้าหาดิสทริบิวเตอร์ เพื่อสร้างช่องทางกระจายสินค้า
:: แตกไลน์ ขยายไป ตปท.
จากแบรนด์ที่ขายแค่เคสโทรศัพท์มือถือ พาสเทลสามารถสร้างตลาดใหม่ สร้างกระแสการรับรู้จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นเพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่นั้น
ช่วงปลายปี 2555 พาสเทลแตกไลน์สู่กลุ่มสินค้าแต่งบ้าน เช่น หมอน และกลุ่มอุปกรณ์เสริมไอที คือ พาวเวอร์แบงก์แบบมีลาย ที่ตีตลาดถูกจุด เพราะใช้ลายในแบบของพาสเทล บวกกับการออกแบบพาวเวอร์แบงก์ให้บางเบา เอาใจคอไอที ซึ่งเจ้าของพาสเทลชี้ว่า จะมีการแตกไลน์สินค้าใหม่ทุกปี โดยชนิดของไลน์ใหม่ขึ้นอยู่กับศิลปะหรือลวดลาย วัสดุ และความน่ารักที่จะตอบโจทย์ลูกค้าของพาสเทล ส่วนสินค้าหลักซึ่งก็คือเคสโทรศัพท์ก็จะยังคงความสำคัญอยู่ และเพิ่มลายใหม่ ๆ ตลอดเวลา
"คอนเซปท์ของแบรนด์คือ การใส่เรื่องราวที่มีคติสอนใจ ก็จะวางสถานะของแบรนด์ให้เป็นของใช้ที่คนจะพบเจอทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพื่อให้ข้อคิดต่าง ๆ ที่ต้องการสื่อเข้าถึงกลุ่มลุกค้าได้ง่าย แต่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะลูกค้าของเราส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับลวดลายมากกว่าเรื่องราว จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ หรืออาจตัดทอนให้เนื้อหาสั้นลง อธิบายเข้าใจง่าย"
ปี 2557 นี้ พาสเทลจะมีเคสลายใหม่ ๆ พร้อมกับอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์ รวมถึงสินค้าในกลุ่มตัดเย็บ อาทิ กระเป๋า กระเป๋าคล้องมือ พร้อมกับขยายดิสทริบิวเตอร์เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายในกลุ่มหัวเมืองใหญ่ทั่วไทย โดยที่ตลาดต่างประเทศยังคงเน้นที่ญี่ปุ่น
รวิเผยว่า ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเออีซีน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งรสนิยมการเลือกซื้อสินค้าใกล้เคียงกับไทย และยังง่ายตอการบริหารจัดการ ส่วนของสหรัฐที่ลองตลาดมาในปี 2556 ก็เห็นผลตอบรับแล้วว่า ตลาดไม่ตรงกับคอนเซปท์ของแบรนด์
"เรามองว่า พาสเทลจำเป็นต้องมีแบรนด์ในสหรัฐ แต่เมื่อคอนเวปท์ของเราไม่ตรงกับดีมานด์ เราจึงปรับแผน โดยจะแตกแบรนด์ใหม่ ที่มีคอนเวปท์ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จากนั้นปลายปีก็จะเริ่มบุกต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน"
นอกจากสินค้า พาสเทลเริ่มเปิดบริการที่ปรึกษา ในช่วงปลายปี 2556 โดยบริการเรื่องของงานออกแบบสินค้า ของพรีเมี่ยม หรือคอลเล็กชั่นพิเศษ อาทิ S&P, After You, Chaps และ Purr Cat Cafe ซึ่งเป็นกลุ่มลุกค้าที่มีโปรเจคต์ทำงานร่วมกันระยะยาว พร้อมตั้งเป้าขยายบริการนี้ไปยังสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ด้วยมองว่า ลายของพาสเทล และคอนเวปท์ของแบรนด์สามารถต่อยอดไปทำงานร่วมกับทุกกลุ่มสินค้า ตอบโจทย์คนทุกวัย จะสร้างรายได้เป็น 20% ของรายได้ทั้งหมด
รวิชี้ว่า จากกลุ่มธุรกิจใหม่ สินค้าใหม่ และการรุกตลาดใหม่ ๆที่กว้างขึ้น ปี 2557 พาสเทลตั้งเป้าโต 20% ซึ่งในอนาคต นอกจากอยากให้คนเข้าใจในตัวแบรนด์และรับรู้เรื่องราวและคติสอนใจที่พยายามใส่ลงไปในสินค้าเพื่อสื่อสาร รวิตั้งเป้าพาแบรนด์พาสเทลเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคน ในกลุ่มสินค้าทุกประเภท และในทุกสถานที่ โดยจะแตกไลน์สู่แบรนด์ใหม่ใต้ร่มหลักคือพาสเทลในหลายๆ ประเทศทั่วโลก





