วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อคุณภาพสินค้า'เมด อินเจแปน'เปลี่ยนไป

การควบคุมคุณภาพสินค้า กำลังกลายเป็นสิ่งที่หนักใจสำหรับญี่ปุ่นและอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่หวัง เมื่อ"เมด อิน เจแปน"อาจไม่ได้คุณภาพ

ช่วงที่ผ่านมา โตโยต้า โซนี่ นิคอน ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของญี่ปุ่น ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้าทั้งสิ้น อัยการสหรัฐนายอีริค โฮลเดอร์ บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับโตโยต้าสร้างความอับอายแก่บริษัท

ล่าสุด โตโยต้า เรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ล็อตที่ 2 เพราะพบปัญหาข้อบกพร่องที่ชิ้นส่วนรถยนต์ ตั้งแต่พวงมาลัยไปจนถึงที่นั่งคนขับ ส่วนโซนี่ ก็เตือนว่า แบตเตอรี่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(พีซี)ไวโอ ที่เป็นพีซีขายดีที่สุดของบริษัท มีข้อบกพร่อง และมีความเสี่ยงที่จะติดไฟ เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ส่วนบริษัทนิคอน ก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีน ในประเด็นเลนส์ของกล้องถ่ายรูปมีข้อบกพร่อง และถูกกล่าวหาว่า บริษัทมีบริการหลังการขายที่แย่สุดๆ

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ยองกิ กัง กล่าว "บริษัทต่างๆรีบออกมาเคลื่อนไหวต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างกรณีนิคอน ออกแถลงการณ์ขออภัยบนหน้าเว็บไซต์ในจีน พร้อมทั้งเสนอซ่อมแซม หรือเปลี่ยนกล้องที่มีข้อบกพร่องให้แก่ลูกค้าใหม่"

แต่ดูเหมือนการตอบสนองดังกล่าว ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาหุ้นของนิคอน ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองปีครึ่ง เช่นเดียวกับราคาหุ้นของบริษัทเวชภัณฑ์ชั้นนำญี่ปุ่น "ทาเคดะ ฟาร์มาซูติคัล" หลังจากคณะลูกขุนสหรัฐ สั่งให้บริษัทจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท ในฐานะจงใจปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการใช้ยาแก้โรคเบาหวานที่บริษัทผลิต สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสัญญาณลบต่อตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ที่กำลังมีปัญหาอยู่แล้ว ทั้งยังเป็นข่าวที่ทำลายชื่อเสียงคุณภาพสินค้าของบริษัทญี่ปุ่น

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ กำลังพึ่งพาภาคธุรกิจให้เป็นตัวช่วยในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขั้นต่อไปของรัฐบาล ผ่านการจ้างงานและการลงทุนเพิ่ม แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมอย่างที่หวังจากภาคธุรกิจของประเทศ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ให้ความเห็นว่า ขณะที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่น ยังคงเร่งผลิตสินค้าคุณภาพ พวกเขาก็ไม่ได้เตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วม หรือตอบสนองต่อการพัฒนาด้านต่างๆของตลาดท้องถิ่น

นายอัตสุชิ โอซานาอิ ศาสตราจารย์คณะบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ กล่าวว่า (ปล่อยเสียงพูด) "ในตลาดโลก บรรดาบริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนวิธีการตอบสนองต่อผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะต้องเพิ่มทีมงานท้องถิ่น และใช้ประโยชน์จากบรรดาบริษัทที่ปรึกษาในท้องถิ่นให้เต็มที่เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ การเรียกคืนสินค้าของบริษัทต่างๆอาจจะเลวร้ายลง โดยอาจมีการยกสินค้าญี่ปุ่นออกจากชั้นวางจำหน่ายเป็นการชั่วคราว และผู้บริโภค เลิกซื้่อสินค้าของพวกเขา แต่ถ้าบริษัทเหล่านี้ให้ข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็ว ก็จะสามารถควบคุมความสูญเสียระยะสั้นได้"

จึงดูเหมือนว่า ก้าวต่อไปในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนซามูไร คือบริษัทญี่ปุ่นหัวเก่าทั้งหลาย ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะในยามที่ตลาดบ้านตัวเองซบเซาหนักแบบนี้