วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เบเกอรี่นอกสูตร

มัฟฟินแซลมอน เมอร์แรงค์ไก่อบ เมนูของว่างจิบชายามบ่ายของร้าน Bake n Bone นอกจากส่วนผสมพิเศษยังตอบโจทย์ลูกค้าพิเศษอย่างสุนัข

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขที่ดีไซน์ไม่ต่างกับเบเกอรี่ของคน ‘Bake n Bone’ เปิดตำรับปรับสูตรขนม ชูจุดเด่นเรื่องวัตถุดิบตอบโจทย์สุขภาพสุนัข เจาะตลาดเพ็ทช็อป พร้อมนำร่องบุกตลาดเอเชียปลายปี 57

“อภัณตรี อินทรประเสริฐ และศรัณย์พร วงษ์ขมทอง” เลือกนำความชอบมาผสมผสานกับการทำงานเพื่อที่จะสนุกกับงาน ด้วยความที่เป็นคนรักสุนัข ประกอบกับเดินทางไปหลายประเทศ เห็นขนมสุนัขที่หน้าตาน่าทานไม่ต่างจากขนมของคน จึงสร้างธุรกิจขนมสุนัขที่มีหน้าตาเหมือนขนมเบเกอรี่

“เราอยากให้สุนัขได้กินของอร่อยเหมือนที่เรากิน แต่ขนมกลุ่มเบเกอรี่ของคนนั้น มีส่วนผสมหลายอย่างที่สุนัขไม่สามารถกินได้ อาทิ นม เนย ช็อกโกแลต น้ำตาล เราจึงคิดที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าตาเหมือนขนมของคน แต่ใช้ส่วนผสมที่สุนัขทานได้ ไม่เป็นอันตราย แถมได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ”

‘Bake n Bone’ จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบความต้องการของคนรักสุนัข

:: ไอเดียนอกกรอบ

ศรัณย์พรมองว่า เทรนด์ของโลกที่เห็นได้ชัดคือ จำนวนประชากรเกิดใหม่น้อยลง ครอบครัวขนาดเล็กลง ในต่างประเทศคนนิยมเลี้ยงสุนัขเป็นลูกหรือสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น ในไทยก็เริ่มเห็นเทรนด์นี้มากขึ้นเช่นกัน

“ตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงมีมูลค่าสูงมากและยังโต 20-25% ทุกปี ทำให้มีโอกาสสำหรับแบรนด์ใหม่ที่แตกต่าง เพราะขนมขบเคี้ยวของสุนัขที่มีอยู่ในตลาดมักอยู่ในรูปขนมแท่ง (Jerky) ที่เห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นขนมของสุนัข แต่เราต้องการขนมที่ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนขนมคน เพราะสุนัขเป็นสมาชิกในครอบครัว”

เมื่อได้ไอเดีย จึงเริ่มคิดคอนเซปท์ของแบรนด์ โดยต้องการให้เป็นขนมสุนัขที่ปลอดภัย มีประโยชน์ และน่ากิน จึงมองที่น้ำมันปลาแซลมอน เป็นส่วนผสมหลักที่จะอยู่ในทุกเมนู เนื่องจากมีประโยชน์เรื่องขน หัวใจ ข้อต่อ

สองสาวดูแลคนละส่วน อภัณตรีดูแลการผลิต เนื่องจากธุรกิจครอบครัวทำขนม ของฝาก มีโรงงานขนาดใหญ่ ก็จะแบ่งพื้นที่ว่างมาดำเนินการผลิต ในขณะที่ศรัณย์พรมีสัตวแพทย์ รวมถึงมีเพื่อนเป็นเชฟ ก็จะติดต่อเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาสูตรและดีไซน์ขนมให้เหมือนขนมคน

จุดเด่นของ Bake n Bone คือ วัตถุดิบเกรดเดียวกับที่คนรับประทาน โดยใช้เนื้อสัตว์เป็นหลัก และลดการใช้แป้งให้น้อยที่สุด

“ความยากของเราคือ การพัฒนาสูตรที่ต้องปรับส่วนผสมให้เหมาะกับสุนัข ตัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป แต่ก็ต้องหาสิ่งอื่นมาแทน ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลา เพราะขนมของคนมีส่วนผสมหลักคือ แป้ง นม เนย ที่ไม่ดี แต่เมื่อมาปรับสูตรให้สุนัข ไม่ใส่เนย ตัวขนมก็ไม่ฟู”

ในขณะเดียวกัน ศรัณย์พรชี้ว่า นอกจากรูปลักษณ์ก็ต้องทำขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์สุนัขพันธุ์เล็กที่คนนิยมเลี้ยงมาก โดยเฉพาะพันธุ์ชิวาว่า และปอมเปอเรเนียน

::ตอบโจทย์ตลาดสัตว์เลี้ยง

Bake n Bone ใช้เวลาพัฒนาสูตรนานหลายเดือน ก่อนที่จะเริ่มทำตลาดเป็นครั้งแรกในช่วงเดือนธันวาคม 2556 ด้วยขนมมัฟฟินรสตับ รสแซลมอน และด็อกการูน หรือขนมมาการูนของคนนั่นเอง

ด้วยกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คือ คนรักสุนัข ใส่ใจเรื่องสุขภาพเหมือนคนในครอบครัว เธอจึงเลือกวางจำหน่ายสินค้าในร้านเพ็ทช็อปและร้านกรูมมิ่งโซนรัชโยธิน ลาดพร้าว ซึ่งผลตอบรับดีมากจนมีการขยายช่องทางจำหน่ายไปยังโซนอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพ รวมถึงโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ อีกด้วย

“ลูกค้าตอบรับดีมาก มีการซื้อซ้ำ ซื้อต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายเราเพิ่ม 20-40% ทุกเดือน และเพิ่มสินค้าอีก 1 ชนิดคือ บูครีม หรือชูครีมของคน”

แต่สำหรับปี 2557 อภัณตรีชี้ว่า จะเริ่มเปิดตัวแบรนด์ในงานแฟร์ต่าง ๆ รวมถึงโซเชียลมีเดีย ที่จะทำการโปรโมทผ่านเสิร์ชเอ็นจิน และจะพยายามเข้าไปยังร้านเพ็ทช็อปเชนใหญ่เพื่อกระจายสินค้าไปในวงกว้าง

“เราตั้งเป้ากระจายสินค้าไปวางขายใน 70-80 ร้านภายในสิ้นปี 57 ซึ่งกำลังการผลิตจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า จากปัจจุบันที่ผลิตได้ 1 พันกล่องรวมทุกผลิตภัณฑ์ โดยยังไม่เต็มกำลังการผลิต ทำให้เราสามารถรองรับดีมานด์ที่มากขึ้นได้”

เจ้าของแบรนด์ Bake n Bone ชี้ว่า สำหรับตลาดต่างประเทศ ก็เริ่มมีลูกค้าไต้หวันสนใจสินค้า ทั้งในแง่คอนเซปท์และดีไซน์ แต่ติดที่ตัวสินค้ามีอายุเพียง 1 เดือน เพราะเป็นขนมสด การทำตลาดต่างประเทศ ต้องพัฒนาให้ขนมมีอายุอย่างน้อย 1 ปี

อภัณตรีเผยว่า ปัจจุบัน กำลังศึกษาทั้งเทคโนโลยี อาทิ เครื่องไล่ความชื้น รวมถึงส่วนผสมบางชนิดที่สามารถยืดอายุของขนมได้ แต่ทั้งนี้ ต้องใช้เวลาศึกษาและพัฒนาให้สมบูรณ์ก่อน คาดว่า ภายในปี 2558 จะเริ่มทำตลาดเอเชีย โดยมองไต้หวันที่แสดงความสนใจมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ในอาเซียน

สำหรับอนาคต ศรัณย์พรชี้ว่า การพัฒนาสินค้า นอกจากการเพิ่มรสชาติจะเป็นการเพิ่มไลน์สินค้ากลุ่มอาหารเสริม ซึ่งจะออกมาในช่วงปลายปี 57

“ตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยยังโตได้อีกมาก มีโอกาสสำหรับแบรนด์ที่มีความแตกต่าง และถึงแม้จะอิ่มตัว ก็ยังมีตลาดต่างประเทศที่จะพาแบรนด์โตได้อีกเช่นกัน ตราบเท่าที่คนยังรักสุนัข”

** ติดตามคลิปได้ทาง iSnap และhttp://youtu.be/hAQ3Kiwfyoc