เติม 'เขียว' เครื่องชงกาแฟ

เติม 'เขียว' เครื่องชงกาแฟ

ในยุคที่ร้านกาแฟผุดเป็นดอกเห็ด เครื่องชงกาแฟก็ขายดีตามไปด้วย พร้อมจุดขายต่างๆ ในขณะที่อโรม่ากรุ๊ปสร้างความต่างด้วยเครื่องชงกาแฟรักษ์โลก

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

ในยุคที่ร้านกาแฟผุดเป็นดอกเห็ด เครื่องชงกาแฟก็ขายดีตามไปด้วย พร้อมจุดขายทั้งราคาเครื่อง ขนาด แบรนด์ ในขณะที่อโรม่ากรุ๊ปสร้างความต่างด้วยเครื่องชงกาแฟรักษ์โลก ประหยัดพลังงาน 21% ด้วยเทคโนโลยีบอยเลอร์อัจฉริยะ สร้างทางเลือกให้ร้านกาแฟทั่วไทย

กิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่า กรุ๊ป ผู้จัดจำหน่ายกาแฟคั่วบด และเครื่องชงกาแฟ มองข้ามช็อตในเรื่องคุณสมบัติพื้ฐานที่ทุกแบรนด์มีไม่ต่างกัน ข้ามไปยังความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นอีก 1 ทางเลือกสำหรับร้านกาแฟของคนรุ่นใหม่

ในยุคที่ร้านกาแฟผุดเป็นดอกเห็ด เครื่องชงกาแฟก็ขายดีตามไปด้วย อโรม่า กรุ๊ป นำเข้าเครื่องชงกาแฟรักษ์โลก ประหยัดพลังงาน 21% ด้วยเทคโนโลยีบอยเลอร์อัจฉริยะ หวังเป็นตัวเลือกให้ร้านกาแฟทั่วไทย

“ตลาดกาแฟไทยโตมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีความชอบที่หลากหลาย บางคนชอบกาแฟแบรนด์ใหญ่ ในขณะที่อีกหลายคนชอบร้านกาแฟอินดี้ หรือร้านที่ใช้เมล็ดจากโรงคั่วกาแฟในไทย ทำให้โอกาสการเติบโตของเครื่องชงกาแฟมีมาก” นาย

ร้านกาแฟส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับเครื่องชงกาแฟที่มีประวิทธิภาพ มีหลายหัวชงเพื่อรองรับลูกค้าได้ทันตามความต้องการ ไม่เสียลูกค้าไปเพราะรอนาน ความต้องการเครื่องชงกาแฟจึงมีสูงมากขึ้น ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานก็เป็นอีก 1 ทางเลือกสำหรับร้านกาแฟ

:: ดื่มกาแฟแล้วรักษ์โลก

เฟม่า (Faema) เครื่องชงกาแฟที่อโรม่า กรุ๊ปนำเข้ามาตอบโจทย์สำหรับตลาดบน ด้วยจุดเด่นในเรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน

นายกิจจาเผยว่า เครื่องชงกาแฟเฟม่ารุ่น Teorema นำมาเปิดตัวครั้งแรกในงาน Thailand Coffee, Tea & Drinks 2014 เป็นนวัตกรรมของเครื่องชงกาแฟรักษ์โลกด้านการประหยัดพลังงาน

“นอกจากตัวเครื่อง ซึ่งวัสดุที่ใช้เป็นวัสดุรีไซเคิล และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ยังมีเทคโนโลยีบอยเลอร์อัจฉริยะ ซึ่งมีการพัฒนาฉนวนหุ้มบอยเลอร์ให้สามารถรักษาอุณหภูมิภายใน ระบบตัดต่ออุณหภูมิละเอียดแม่นยำกว่า ไม่ต้องดึงกำลังไฟมาใช้ต้มน้ำตลอดเวลา ลดเวลาในการดึงน้ำเข้าบอยเลอร์ สามารถชงได้ต่อเนื่อง ประหยัดพลังงานได้ถึง 21%”

ผู้นำเข้าเฟม่าชี้ว่า เฟม่าเป็นแบรนด์สำหรับตลาดบน ระดับราคา 2 แสนบาทขึ้นไป ซึ่งเครื่องชงกาแฟรุ่นรักษ์โลกนี้ ถือเป็นการรวมประสิทธิภาพในทุกมิติ มารวมกับเทรนด์การประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีศักยภาพในการทำตลาด

นายกิจจาชี้ว่า เจ้าของร้านกาแฟจะเลือกเครื่องชงจากประสิทธิภาพและราคาเป็นหลัก ดังนั้น หากเครื่องสารถชงกาแฟได้มาตรฐานกว่า ในจำนวนวัตต์ที่เท่ากัน ประหยัดพลังงานมากกว่า รักษาความร้อนในบอยเลอร์ทำให้ใช้เวลาทำความร้อนที่เหมาะกับการชงกาแฟไม่นาน ก็จะกลายเป็นตัวเลือกต้น ๆ ของร้านกาแฟ

:: เตรียมรุกตลาดกาแฟแคปซูล

ในขณะเดียวกัน กรรมการบริหารอโรม่า กรุ๊ปเผยว่า ตลาดรวมของกาแฟในไทยปี 2556 ที่ผ่านมาโตกว่า 30% ในขณะที่อโรม่า กรุ๊ปเองก็โตกว่า 35% ด้วยยอดขายกว่า 1.3 พันล้านบาท จากการเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มที่ไม่ใช่กาแฟ (Non-Coffee) อย่างชาไข่มุกและอุปกรณ์เสริม

“คนดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่า ต้องมีคนที่ไม่ดื่มกาแฟ ดังนั้น การพัฒนาธุรกิจของเราจะเดินไปพร้อม ๆ กันเพื่อตอบโจทย์คนทั้ง 2 กลุ่ม” กิจจากล่าว พร้อมชี้ว่า ปี 2557 นี้จะเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจกลุ่มที่ไม่ใช่กาแฟ ในขณะที่กลุ่มกาแฟจะโตอย่างช้า ๆ

กลุ่มที่ไม่ใช่กาแฟของอโรม่า กรุ๊ป จึงมีการเพิ่มสินค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชาไข่มุก ไข่มุกรสผลไม้ เจลลี่ ชาซองจากศรีลังกา และอื่น ๆ เพื่อรองรับการเติบโตในกลุ่มนี้ ในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มกาแฟ

นายกิจจากล่าวว่า อโรม่า กรุ๊ปมีการพัฒนาเครื่องชงกาแฟแบรนด์ไทย ผ่านการจ้างผลิตจากอิตาลี ซึ่งมีมาตรฐานสูงด้านเครื่องชงกาแฟและเปิดตัวในปี 2556 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

“เรายังไม่หยุดพัฒนา สำหรับเฟส 2 ของเครื่องชงกาแฟของเราจะมุ่งไปสู่การทำกาแฟแคปซูล โดยลงทุนกว่า 100 ล้านบาท แบ่งเป็นโรงงานผลิตกว่า 40 ล้านบาท และเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกกว่า 60 ล้านบาท”

จุดเด่นที่กิจจาชี้ว่า จะทำลายกำแพงของกาแฟแคปซูลคือ นอกจากจะสามารถชงคาปูชิโน่หรือม็อคค่าได้ในแคปซูลเดียว ยังจะเป็นแคปซูลที่ใช้กับเครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหน รุ่นใดก็ได้

นอกจากนี้ ยังจะมีบริการรับทำกาแฟแคปซูลสำหรับโรงคั่วกาแฟอินดี้ที่อยากจะมีกาแฟแคปซูลของตนเอง ในราคาขายปลีกไม่เกิน 20 บาทต่อแคปซูล ซึ่งกิจจามองว่า เป็นราคาที่เหมาะกับตลาดและค่าครองชีพของคนไทย พร้อมแย้มว่า น่าจะได้เห็นภายในปลายปี 2557 นี้

“เราไม่ได้ตามเทรนด์ เพราะปัจจุบัน กาแฟแคปซูลยังชงได้เพียงอย่างเดียวคือเอสเปรสโซ่ หากอยากกินคาปูชิโน่หรือม็อคค่า ต้องใช้ 2 แคปซูล แต่เราจะทำให้ใช้ได้ใน 1 แคปซูล ถือเป็นความท้าทายที่เราไม่ได้วางเป้าแข่งขันกับแบรนด์อื่น แต่เป็นการแข่งกับตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” กิจจาย้ำ

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของอโรม่า กรุ๊ป เป็นการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริภค ในขณะเดียวกันก็หวังว่า การขยายให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มกาแฟและอื่น ๆ นั้นจะครองใจผู้บริโภคส่วนใหญ่ของตลาด เพื่อให้เข้าเป้าที่ตั้งไว้คือ ยอดขายเพิ่มอีกอย่างน้อย 20%