วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอไอเอสเล็งปรับเป้าเติบโต

3 ค่ายมือถือ แจงผลกระทบการเมืองต่อธุรกิจ "เอไอเอส" ระบุ รอประเมินสถานการณ์ไตรมาสแรก ก่อนฟันธงครึ่งปีหลังต้องปรับแผนหรือไม่

สถานการณ์การเมืองยืดเยื้อ ทำให้เกิดสุญญากาศการเมือง ประเด็นปัญหาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ 3 ค่ายมือถือ "เอไอเอส - ทรู -ดีแทค" รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ อาจจะต้องปรับแผนธุรกิจไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ยอมรับว่า ผลกระทบดังกล่าวเอไอเอสยังคาดการณ์อะไรไม่ได้มากนัก ต้องรอดูผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ก่อนว่า จะเป็นอย่างไร ส่วนจะถึงขั้นต้องปรับแผนการดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่นั้น คงต้องรอให้ครึ่งปีแรกจบก่อนจึงจะประเมินสถานการณ์ได้ หากจะมีการปรับแผนคงต้องเป็นเรื่องในระดับนโยบาย แต่การทำตลาดยังดำเนินงานได้ตามปกติ ตามแคมเปญและโปรโมชั่นที่จะออกไปยังลูกค้า

ส่วนการเติบโตของรายได้ หรือการขยายตัวของผลประกอบการ ต้องดูตามแนวโน้มการขยายตัวของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศว่า จะมีปรับเพิ่ม-ลดอย่างไร ซึ่งเดิมเอไอเอสประมาณการปีนี้ว่าธุรกิจจะเติบโต 6-8% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ตั้งแต่ต้นปี แต่หากสถานการณ์ยังเป็นลักษณะนี้ ก็เป็นไปได้ที่ต้องพิจารณาปรับเป้าหมายการเติบโต

"อารมณ์และการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะลดลงไหมหรืออย่างไร ผมต้องขอรอให้ไตรมาสแรกจบก่อน จึงจะรู้ว่าเราต้องปรับตัว หรือรับมืออะไรหรือไม่ ที่ผ่านมาเราอิงการเติบโตของจีดีพีมาตลอด แต่หากตอนนี้มีปรับลด ก็ต้องดูกันอีกที"

"ทรู"ตัดทิ้งธุรกิจไม่สร้างรายได้

ด้าน นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงการปรับตัวขององค์กรภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองขณะนี้ว่า ปีนี้บริษัทปรับโครงสร้างการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ โดยจะลดรายจ่ายให้ได้มากที่สุด และตัดธุรกิจที่ไม่ได้สร้างรายได้

แม้หลายฝ่ายอาจมองว่า จากปัจจัยลบทางการการเมือง และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะฉุดการเติบโตของภาคเอกชน แต่เขามองว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ยังขยายตัวได้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเคยตกต่ำมากกว่านี้ โทรคมนาคมยังโตได้ถึง 5% ส่วนปัญหาทางการเมืองแม้ยังไม่นิ่ง แต่ระยะยาวเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

โดยกลุ่มทรูยังคงตั้งเป้าคงเติบโตในอัตราเดิม คือ 8-9% แบ่งเป็น ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่โตขึ้น 13-17% ซึ่งปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวมีลูกค้าอยู่ทั้งสิ้นราว 22 ล้านราย โดยปีนี้ จะเน้นไปที่การโอนย้ายลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 3จี ให้เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันมีกว่า 11 ล้านราย

ส่วนจำนวนลูกค้าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ต้องประเมินจากท่าทีคู่แข่งอีกครั้งหนึ่ง ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตคาดโต 21-23% มีลูกค้าเพิ่มจาก 1.8 ล้านราย เป็น ราว 2.2 ล้านราย และธุรกิจเคเบิลทีวีโต 7-9% มีลูกค้าเพิ่มจาก 2.9 ล้านราย เป็นราว 3.3-3.4 ล้านราย จากปัจจัยการลงทุนปีที่ผ่านมา เช่น การทำกองทุนทรูจีไอเอฟ ซึ่งมีแผนจะดำเนินการเฟส 2 ในปีนี้ด้วย

เทเลนอร์มองข้ามชอตลงทุน 3-5 ปี

ขณะที่ นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า บริษัทไม่ได้ปรับแผนการดำเนินงาน หรือลดรายจ่ายในองค์กร มองภาพรวมยังขยายตัวได้ แต่จะหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและบริการให้ดีกับลูกค้ามากขึ้น

ดีแทค ยังคงมุ่งการลงทุนสร้างโครงสร้าง 3จี และ 4จี ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยวงเงินลงทุนยังอยู่ที่ 34,000 ล้านบาท ครอบคลุมการลงทุน 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2556-2558

"มองว่าการเมืองและเศรษฐกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง แต่การลงทุนเรามองระยะยาวเท่านั้น ดังนั้นการลงทุนทุกอย่างต่อจากนี้ จะมองไปในระยะ 3-5 ปี ส่วนการปรับตัวเพื่อรองรับการสถานการณ์การเมือง บริษัทยืนยันว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร"

เขาบอกด้วยว่า เทเลนอร์ กรุ๊ป ยังยืนยันว่าจะลงทุนในไทยต่อเนื่อง โดยไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงจากจำนวนผู้ใช้โมบายอินเทอร์เน็ต การใช้งานดาต้า 3จี ที่มีอัตราการขยายตัวมากเกิน 100% ซึ่งตลาดไทยมีอัตราการขยายตัวทั้งในแง่รายได้และจำนวนผู้ใช้งานดาต้า จากจำนวนประเทศที่เทเลนอร์ กรุ๊ปให้บริการอยู่ 13 ประเทศมีลูกค้ารวมทั้งหมด 150 ล้านราย

ฮาร์ดดิสก์หวั่นอนาคตชะงัก

แหล่งข่าวจากวงการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ กล่าวว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟของไทย ครึ่งปีหลังตลาดทรงๆ บางรุ่นเพิ่ม บางรุ่นตกลง โดยรวมใกล้เคียงกับครึ่งแรก ส่วนภาพรวมยอดส่งออก ปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะ Product Mix เปลี่ยนไป ความจุต่อฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมากขึ้น

ขณะที่ การเมืองอาจจะมีผลบ้างต่ออุตสาหกรรมในอนาคต เพราะผู้ลงทุนคงต้องคิดหนักในการลงทุนเพิ่ม

ไร้ผลิตภัณฑ์ใหม่ป้อนตลาด

ส่วน นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า สัญญาณทางการเมืองจนถึงขณะนี้ ค่อนข้างต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะจบ เพราะเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ ทั้งยังมีเงื่อนไขมากมาย ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะเอื้อกับทุกขั้วการเมืองและเป็นสิ่งที่ต่างก็นำมาต่อรองกัน

ทั้งนี้ทำให้ช่วงที่รัฐบาลยังเป็นสุญญากาศ ส่งผลให้โรงงานต้องชะลอการลงทุนใหม่ รวมถึงแผนขยายตัว เพราะภาพอนาคตของประเทศไทยยังไม่ชัดเจน และไม่มีความต่อเนื่องของนโยบายส่งเสริมการลงทุน

"พอภาพข้างหน้ายังไม่ชัด การลงทุนอะไรที่จะทำเพื่อมองไปอนาคตต้องหยุดหมด ดังนั้นโอกาสเราใน 3-5 ปีจะมีน้อยมาก ซึ่งเราห่วงใยแทนลูกค้าที่ใช้สินค้าของเราก็จะไม่มีอะไรใหม่ๆ" นายสัมพันธ์ กล่าว

ประเทศไทย ไม่มีจุดแข็งโดดเด่นมากพอที่จะทำให้ต่างชาติ ต้องเดินหน้าลงทุนแม้ประเทศจะอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะเขาสามารถเลือกที่จะย้ายไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้ ทั้งรัฐบาลของประเทศอื่น ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ดีกว่า ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้บริษัทจะย้ายไปลงทุนในประเทศอื่นมากกว่ามาลงทุนในไทย

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ แม้ว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาจะไม่ค่อยดี เพราะว่ามีหลายปัจจัยกระทบ รวมถึงกระแสความต้องการฮาร์ดดิสก์ในตลาดโลกที่ไม่เติบโต แต่ภาพรวมทั้งปีจะยังเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ทั้ง 3 รายใหญ่ ยังคงใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก แต่ยอมรับว่ายังไม่มีแผนปรับตัวใดๆ ขณะนี้ มีเพียงการโยกออเดอร์ผลิตบางอย่างที่ไม่ซับซ้อนไปยังโรงงานผลิตในต่างประเทศ เพื่อให้ผลิตออเดอร์ได้เต็มก่อน จากความคลุมเครือของสุญญากาศในไทย แต่ถือว่าเป็นแผนปกติที่โรงงานต่างๆ ทำอยู่แล้ว