ศาลปกครองกลางพิพากษา เพิกถอนมติประชุมกสทช.ที่ชี้เอไอเอส ไม่ฝ่าฝืนให้บริการโทรศัพท์ประจำที่กับยูนิลีเวอร์ไทยฯ ระบุเอไอเอสต้องขออนุญาตใหม่
นายไชยเดช ตันติเวสส ตุลาการเจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำพิพากษา สั่งเพิกถอนมติเพิกถอนมติของ กสทช. ในการประชุมครั้งที่ 30/2552 เมื่อวันที่ 2 ก.ย.52 ที่ว่าการให้บริการแก่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ของบริษัทแอดวานศ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือเอไอเอส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่ได้เป็นการให้บริการในลักษณะบริการโทรศัพท์ประจำที่โดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 และไม่ได้เป็นการกระทำขัดต่อพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2554 มาตรา 7 โดยการเพิกถอนนั้นให้มีผลตั้งแต่ วันที่มีคำสั่งดังกล่าว
คดีนี้บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และบริษัท เอไอเอส เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่อง กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีเมื่อวันที่ 10 เม.ย.50 บริษัท กสท.ฯ ผู้ฟ้อง มีหนังสือถึง กสทช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บริษัท เอไอเอส ให้บริการเชื่อมต่อวงจรด้วยระบบเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง จากชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่(MSC) เข้ากับระบบตู้สาขาอัตโนมัติ (PABX) ของผู้ใช้บริการกลุ่มคอปอร์เรท คือ บริษัทยูนิลีเวอร์ฯที่ตั้งอยู่บริเวณอาคารไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า ซึ่งผู้ฟ้อง เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการให้บริการโทรศัพท์แบบประจำที่ (Fixed Line) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกสทช. ซึ่งบริษัทน่าจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7 และ 67 (3) แต่ต่อมา กสทช. มีหนังสือลงวันที่ 14 ก.ย.52 แจ้งว่าที่ประชุม กสทช.ครั้งที่ 30/2552 เมื่อวันที่ 2 ก.ย.52 เห็นว่า การให้บริการกับบริษัท ยูนิลีเวอร์ฯ ของเอไอเอส เป็นการให้บริการในลักษณะโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไป ภายใต้เงื่อนไขในการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ได้รับอนุญาตจากบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ (Fixed Line) โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 และไม่ขัดต่อพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาบทลงโทษกับเอไอเอส แต่ผู้ฟ้องเห็นว่า การที่เอไอเอสให้บริการเชื่อมต่อวงจรด้วยระบบเคเบิลใยแก้วนั้น ในทางเทคนิคถือเสมือนเป็นการให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ และการกระทำของเอไอเอสอยู่นอกเหนือสิทธิจากการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากทีโอที นอกจากนี้การที่เอไอเอสมีส่วนแบ่งการตลาดในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เกินกว่าร้อยละ 25 ถือว่าเป็นผู้อำนาจเหนือตลาด ตามประกาศกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกิจการโทรคมนาคม 2549 โดยผู้ฟ้องเห็นว่าการกระทำของเอไอเอส เข้าข่ายใช้อำนาจทางการตลอดไม่เป็นธรรมที่มีลักษณะในทางผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขันที่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการรายอื่น จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องดังกล่าว
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริษัท เอไอเอส ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ให้บริการโทรศัพท์กับบริษัท ยูนิลีเวอร์ฯ โดยการติดตั้งสัญญาณไวเรส เชื่อมต่อกับ (PABX) ของลูกค้าโดยตรง ในลักษณะการเชื่อมสัญญาณต่อผ่านอากาศ และการให้บริการพื้นที่ดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องที่ 2 กับบริษัท ยูนิลีเวอร์ฯ ที่เป็นผู้ใช้บริการกลุ่มลูกค้าองค์กรนั้น เป็นลักษณะของการให้บริการตลาดค้าปลีก ตามประกาศ กทช.เรื่องนิยามของตลาดและขอบเขตโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.2551 อีกทั้งการเชื่อมต่อระหว่างโครงข่ายดังกล่าว ก็เป็นการเชื่อมต่อกับสถานีฐานของผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยตรง และจะเชื่อมต่อกับสถานีฐานตัวเดิมตลอด โดยผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีตู้สาขาที่รองรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ 30 หมายเลข ก็เป็นการวางโครงข่ายโทรคมนาคมขนาดเล็กให้กับบริษัท ยูนิลีเวอร์ฯ เป็นการเฉพาะ ไม่ใช่สำหรับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปในไทยพาณิชย์ปาร์ค จึงเห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่ 2 ต้องการจะให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ โดยใช้คลื่นความถี่เชื่อมต่อสัญญาณผ่านอากาศ แทนการใช้สายทองแดง แต่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีสิทธิเฉพาะการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่บุคคลทั่วไป ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มี.ค. 33 ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากผู้ถูกฟ้องที่ 1 เสียก่อน ตามสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้รับอนุญาตรายอื่นที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันตามพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 กำหนด
ดังนั้นมติของผู้ถูกฟ้องที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 30/2552 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2552 ที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรต้องเพิกถอนเสีย และเมื่อศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามคดีนี้ ยังเป็นเพียงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งคู่ความสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วันตามกรอบกฎหมาย





